“คนผู้นั้นนับว่าไม่ง่ายนัก” กุ๋ยเจี่ยจื่อตอบกลับ ลู่เฉินจึงแปลกใจ “โอ้? ไม่ง่ายงั้นหรือ?”
“อืม เขาผ่านการประเมินเข้ามา และผลการประเมินนั้นนับว่าดีมาก จากนั้นจึงถูกเจ้าสำนักภูเขาภูตส่งไปฝึกฝนยังแดนต้องห้ามแทนที่จะส่งไปยังหน้าผาภูต” กุ๋ยเจี่ยจื่อตอบ
“หืม? มีเช่นนี้ด้วยหรือ?”
“ใช่ เมื่อตอนที่สำนักภูเขาภูตเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น ทุกคนจึงได้รู้เรื่องของเขา มิเช่นนั้น หากท่านถามข้าถึงผู้อื่นในสำนักภูเขาภูต ข้าก็ไม่อาจบอกนามของเขาจริง ๆ ได้ ยิ่งพวกเขาไปทำอะไร ณ ที่แห่งใด ข้าก็ไม่อาจทราบได้” กุ๋ยเจี่ยจื่ออธิบาย
เมื่อลู่เฉินเข้าใจแล้วจึงพึมพำออกมา “น่าสนใจนัก!”
กุ๋ยเจี่ยจื่อคิดว่าเมื่อลู่เฉินได้ฟังเรื่องที่ตนเล่าออกไปมากมายนั้นคงจะรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาบ้าง ดังนั้นเขาจึงพูดต่อ “นายท่าน ท่านก็เห็นแล้วว่าสำนักภูเขาภูตนี้เป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยความแปลกประหลาด โดยเฉพาะหน้าผาภูตนั่น”
“เพียงนำทางไปก็พอ” จบคำพูดของลู่เฉิน กุ๋ยเจี่ยจื่อก็รู้สึกผวาขึ้นมา “นายท่าน นักรบภูตบนภูเขาแห่งนั้นน่ากลัวยิ่งนัก”
“วางใจเถิด พวกเขาทำอะไรข้าไม่ได้” ลู่เฉินพูดจบก็ไม่เอ่ยอะไรออกมาอีก ส่วนกุ๋ยเจี่ยจื่อนั้น เมื่อหวนคิดไปถึงนักรบภูตก็รู้สึกอึดอัดไปทั่วร่าง แต่หากจะไม่นำทางไปนั้นก็ไม่สามารถทำได้เช่นกัน
จนกระทั่งเวลาผ่านไปประมาณหนึ่งถ้วยชา ลู่เฉินก็มาถึงเชิงเขาแห่งหนึ่ง รอบ ๆ ภูเขานี้มีไอภูตผีอยู่หนาแน่น แม้จะเงยหน้าขึ้นไ