นทำลายอักขระยันต์ทั้งสองอย่างรวดเร็วแล้ว เขาจึงเก็บมือเข้ามาพลางเอ่ยถามคนผู้นั้นด้วยรอยยิ้ม “เจ้ามีนามว่าอย่างไร?”
“ข้า ข้ามีนามว่ากุ๋ยเจี่ยจื่อ”
“กุ๋ยเจี่ยจื่อ? นามนี้…” ลู่เฉินรู้สึกสงสัยว่าเหตุใดนามนี้จึงได้รับมาง่ายเพียงนี้ อีกฝ่ายจึงพูดด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนกว่า “หลังจากที่พวกเรามาที่นี่ ทุกคนจะได้รับนามใหม่ ส่วนนามเดิมนั้นจะไม่ถูกใช้อีกต่อไป”
เมื่อลู่เฉินเข้าใจแล้วจึงมองเขาด้วยรอยยิ้ม “พลังที่สามารถทำให้เจ้ากลายเป็นกองกระดูกไปได้นั้น ข้าได้ทำลายไปแล้ว”
“ทำลายแล้ว?” กุ๋ยเจี่ยจื่อไม่เชื่อ ลู่เฉินจึงเก็บเถาวัลย์กลับมา จากนั้นจึงกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “หากไม่เชื่อ เจ้าก็ลองดู”
“ลองเช่นไร?” กุ๋ยเจี่ยจื่อรู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมา คนอื่น ๆ ต่างก็มองกุ๋ยเจี่ยจื่อด้วยความประหลาดใจ ราวกับว่ากำลังรอเขา ‘ตาย’ อย่างไรอย่างนั้น
“พูดมาเถิด อู่เหยียนผู้นั้น เขาอยู่ที่ใด!” ลู่เฉินเอ่ยปากถามคำถามแรกอย่างตรงไปตรงมา
กุ๋ยเจี่ยจื่อรู้สึกหวาดกลัว “ข้า ข้าไม่สามารถบอกได้!”
“โอ้? จริงหรือ?” ลู่เฉินตอบกลับเพียงสั้น ๆ กลับทำให้กุ๋ยเจี่ยจื่อหวาดกลัว “ข้า ข้าไม่สามารถพูดได้จริง ๆ!”
ลู่เฉินมีท่าทีเย็นชาขึ้นมา “หากเจ้าไม่พูด ข้าจะทำให้เจ้ากลายเป็นกองกระดูกเสียตอนนี้!”
กุ๋ยเจี่ยจื่อสีหน้าเปลี่ยนไปทันที ลู่เฉินจึงปลดหน้ากากวัวของอีกฝ่ายออก แสดงให้เห็นใบหน้า ‘อ่อนวัย’ ที่เต็มไปด้วยจุดด่างดำเต็มไปหมด และภายใต้จุดด่าง