นด้วยความโกรธจัด “สมควรตายนัก!”
…
หลังจากนั้นไม่นาน ลู่เฉินก็กลับมาที่จวนหนานลัว ซึ่งก็เป็นหนานเหยาที่เข้ามาถามอย่างตื่นเต้นเมื่อเห็นชายหนุ่มกลับมา “อาจารย์ เป็นอย่างไรบ้าง!?”
ส่วนหนานลัวนั้นมองลู่เฉินด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ลู่เฉินอธิบายเรื่องนี้อีกครั้ง และเมื่อรู้ว่าเฮยเม่ยปรากฏตัวขึ้น หนานลัวก็ตกใจ “อันใดนะ เฮยเม่ยหรือ?”
“ใช่!” ชายหนุ่มตอบ
สีหน้าหนานลัวยิ่งดูย่ำแย่ “เฮยเม่ย เป็นสาวใช้ส่วนตัวของพระสนมอู่ ความเร็วของนางนั้นรวดเร็วมาก ดังนั้นในราชวงศ์จึงไม่มีผู้ฝึกขั้นก่อกำเนิดคนไหนที่สามารถเทียบความเร็วของนางได้”
หนานเหยารู้สึกประหลาดใจ “เช่นนั้นนางคงเก่งไม่เบากระมัง?”
“ก็เก่งพอตัว แต่โชคดีที่ค่ายกลของพวกเขาช่วยข้าได้มาก” ลู่เฉินยิ้มจาง ๆ แต่หนานลัวไม่เข้าใจ ส่วนหนานเหยาก็พูดว่า “สตรีนางนั้น ต้องถูกอาจารย์เล่นงานจนอนาถมากเป็นแน่”
“ไม่หรอก นางหนีไปได้” ลู่เฉินตอบ ทำให้หนานเหยารู้สึกผิดหวังเล็กน้อย “น่าเสียดายนัก”
หนานลัวมองไปที่ลู่เฉินด้วยความสงสัย “แล้วองค์ชายเจ็ดเล่า?”
“ข้าจับพวกเขาไว้ในสมบัติวิญญาณของข้า”
“อันใดนะ?” หนานลัวเบิกกว้าง ลู่เฉินจึงนำ ‘ประตูไร้สิ่งสรรพ’ ออกมา และเมื่อเขามองเข้าไปข้างใน เขาก็พบว่าสามารถมองเห็นองค์ชายเจ็ดได้ราง ๆ เท่านั้น
สิ่งนี้ทำให้ลู่เฉินขมวดคิ้วแล้วเอ่ยว่า “รอข้าก่อน”
หลังจากพูดจบ ลู่เฉินก็รีบเข้าไปใน ‘ประตูไร้สิ่งสรรพ’ หนานลัวมองไปที่ประตูด้วยสายต