งครวญและสั่นสะเทือน คมศาสตราล้อมรอบด้วยเปลวไฟจำนวนนับไม่ถ้วน และเปลวไฟเหล่านี้ยังเป็นสีฟ้าซึ่งดูไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง
องครักษ์รอบข้างที่เห็นมันต่างมองมาด้วยสายตาริษยา
ทว่าลู่เฉินกลับยิ้มอย่างเมินเฉย “เก็บกลับไปเถอะ”
“เพราะเหตุใด? เจ้ากลัวงั้นหรือ?” เลี่ยอิงคิดว่าลู่เฉินกลัว และคนอื่น ๆ ก็คิดว่าชายหนุ่มกลัวเช่นกัน ทว่าลู่เฉินกลับหัวเราะออกมา “กลัว? ไม่ใช่เสียหน่อย ข้าแค่เกรงว่ากระบี่เล่มนี้จะทำร้ายตัวเจ้าเอง!”
“น่าขัน!” เลี่ยอิงเย้ยหยัน จากนั้นกระบี่ก็ทะยานออกไป และแน่นอนว่าเป้าหมายคือลู่เฉิน!
ทว่าจู่ ๆ กระบี่ก็หมุนกลางอากาศ แล้วฟาดเข้ากับเสาตรงทางเดินจนเกิดเสียงดัง ‘ตู้ม!’
เสาหินแตกออกและลุกเป็นไฟทันที ท่ามกลางสายตาขององครักษ์โดยรอบที่กำลังมองมาอย่างตกตะลึง
ดวงตาของเลี่ยอิงเบิกกว้างเช่นเดียวกัน “เป็นไปได้อย่างไร!?”
“ยังจะต่ออีกหรือไม่?” ลู่เฉินถามกลับ
แน่นอนว่าเลี่ยอิงต้องการสู้ต่อ แต่หลังจากนั้นไม่นานก็พลันมีเสียงหนึ่งดังขึ้น
“หยุดมือ!”
นั่นคือเสียงของหนานลัว ด้านหลังหนานลัวคือหนานเหยาและชายแปลกหน้าคนหนึ่ง
ชายผู้นี้อายุราวยี่สิบปี อาภรณ์สีทองบนตัวเขาทำให้อีกฝ่ายเปล่งประกาย ‘ร่ำรวย’ เป็นอย่างมาก
ลู่เฉินเดาว่าเขาน่าจะเป็นองค์ชายหก ส่วนหนานเหยานั้นพลันรู้สึกกระตือรือร้นเมื่อเห็นลู่เฉิน “อาจารย์!”
หนานลัวก้าวไปข้างหน้าและขอโทษลู่เฉินทันที “คุณชายลู่ ข้าขอโทษจริง ๆ!”
องครักษ์เหล่านั้นตกตะ