หลบหนี?”
“ใช่ แต่ทักษะชนิดนี้จำเป็นต้องใช้พลังวิญญาณอย่างมาก โดยเฉพาะจิตวิญญาณของเขาที่ได้รับบาดเจ็บจะทำให้อ่อนแอยิ่งขึ้น” ลู่เฉินอธิบาย แต่หนานเหยายังคงกังวลใจ “เช่นนั้น คงไม่ทำให้หาเขาไม่เจอ?”
“วางใจเถิด กลับไปใช้ค่ายกลนั่นต่อไป อย่างไรข้าก็หาเขาพบ” ลู่เฉินพูดจบก็เดินนำออกจากค่ายกล หนานเหยาจึงพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงมีความหวัง “ครั้งหน้าต้องทำให้พวกเขาไม่สามารถหลบหนีไปได้!”
ลู่เฉินกล่าวขึ้นว่า “ไปกันเถิด”
จากนั้นทั้งสามก็เดินออกไป ขณะเดินทางนั้นหนานลัวมักจะคอยลอบมองลู่เฉินเป็นครั้งคราว ราวกับอยากจะรู้ว่าเหตุใดเขาจึงเก่งกาจเพียงนี้ จนกระทั่งอดไม่ได้ที่จะถามขึ้นมาว่า “คุณชายลู่ ไม่ทราบว่าท่านมาจากที่ใดและสำนักใดหรือ?”
คำถามนี้หนานเหยาย่อมอยากรู้มากกว่าผู้ใด แต่นางรู้ว่าลู่เฉินคงไม่บอกง่าย ๆ ดังนั้นจึงหันไปยิ้มให้หนานลัวพลางเอ่ยว่า “พี่แปด ท่านอย่าถามเลย อาจารย์ของข้าปิดปากเรื่องนี้เสียสนิท!”
หนานลัวจึงตอบกลับไปว่า “เช่นนั้น ข้าก็จะไม่ถามแล้ว”
ลู่เฉินเพียงยิ้มแต่ไม่ตอบอันใด ทว่าเมื่อใกล้จะถึงจวนของหนานลัว จู่ ๆ ชายหนุ่มก็หยุดเดินอย่างกะทันหัน “มีคนจำนวนไม่น้อยตามพวกเรามา”
“อันใดนะ?!” หนานลัวรีบหันไปมองโดยรอบทันที หนานเหยาเองก็เช่นกัน พวกเขาพบว่ามีผู้คนเดินอยู่รอบ ๆ แต่กลับไม่มีผู้ใดมีท่าทางผิดปกติ
หนานเหยาจึงเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ “อาจารย์ พวกเขาอยู่ที่ใดกัน?”