้าจะไปเข้าเฝ้าจักรพรรดิ”
“เข้าเฝ้าจักรพรรดิ? พาคนนอกไปด้วยสองคน?”
เมื่อได้ยินคำพูดของว่านฉงหยาง หนานลัวก็ยิ้มออกมา “มีปัญหาอะไรงั้นหรือ?”
“วังย่อมมีกฎของวัง หากไม่ใช่ผู้ส่งสารของจักรพรรดิ ห้ามคนนอกเข้าพบจักรพรรดิ!” ว่านฉงหยางกล่าว
ก่อนที่หนานลัวจะทันได้เปิดปากเอ่ยอันใด หนานเหยาเองก็จ้องเขม็งไปที่ว่านฉงหยางเช่นกัน “หากข้าต้องการพบ แล้วเจ้าจะทำไม?”
“เพ่ย! นางเด็กนี่เสียงดังยิ่งนัก กล้าดีอย่างไรถึงมาพูดกับข้าเช่นนี้!” ว่านฉงหยางราวกับฉวยโอกาส เริ่มเล่นแง่กับหนานเหยา แต่หนานเหยากลับพูดอย่างเฉยเมยว่า “อย่าพูดเช่นนี้ ขุนนางกังฉินอย่างเจ้า ข้าย่อมกล้าฆ่าปิดปาก”
ทันทีที่ถ้อยวาจานี้หลุดออกมา เหล่าองครักษ์ข้าง ๆ ล้วนตกใจยิ่งนัก พวกเขาคาดไม่ถึงว่าแม่นางหนานเหยาจะพูดเสียงดัง ซ้ำยังกล้าพูดกับหมอหลวงของจักรพรรดิเช่นนี้
ส่วนว่านฉงหยางหันหน้าไปหาหนานลัวแล้วถามว่า “ท่านเจ้ากรม ท่านหมายความว่าอย่างไร?”
“หมอผี เจ้าย่อมรู้ว่าตนเองทำสิ่งใดลงไป ดังนั้นเจ้าไม่จำเป็นต้องให้ข้าเตือนเจ้าหรอกใช่หรือไม่?” หนานลัวผู้นี้มองไปที่ว่านฉงหยางด้วยรอยยิ้ม ทว่าว่านฉงหยางกลับเอ่ยเย้ยหยันว่า “ข้าไม่รู้ว่าเจ้าหมายความว่าอย่างไร โปรดช่วยบอกข้าที”
หนานลัวรู้ว่าไม่ว่าจะพูดอย่างไร อีกฝ่ายก็จะไม่มีทางยอมรับว่าต้องการจับกุมลู่เฉิน ดังนั้นเขาจึงคร้านจะโต้เถียงต่อ “ข้าจะไปเข้าเฝ้าจักรพรรดิ เช่นนั้นข้าจะไม่พูดกับเจ้าแล้ว”
หลังจาก