นมาถึงห้องลับแห่งหนึ่ง
พ่อบ้านกำลังเฝ้าอยู่นอกห้องลับ ในขณะที่เหยียนเฟิงซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสถูกมัดไว้กับเก้าอี้
เมื่อเหยียนเฟิงเห็นหนานลัว เขาก็ตกใจกลัวขึ้นมา “ท่านเจ้ากรม”
“บอกข้ามาว่าผู้ใดสั่งให้จับเขา” หนานลัวเอ่ยอย่างเย็นชา ขณะที่เหยียนเฟิงพูดอย่างกระวนกระวายว่า “ข้า… ข้าพูดไม่ได้!”
“เพราะเหตุใด?”
“เขา เขาสลักอักขระยันต์ที่ทำให้ข้าไม่อาจทรยศได้”
“อักขระยันต์?” หนานลัวถามด้วยความประหลาดใจ ขณะที่เหยียนเฟิงขานตอบ “ใช่ อักขระยันต์ที่กัดกินหัวใจ เมื่อข้าทรยศ ข้าก็จะตาย!”
ชายชราเผยสีหน้าเคร่งขรึมทันที “อักขระยันต์ที่ชั่วร้ายเช่นนี้ เป็นผู้ใดกันแน่”
“ท่านเจ้ากรม ได้โปรด ปล่อยข้าไป ข้า ข้าไม่กล้าอีกแล้ว!”
ทันใดนั้น ลู่เฉินก็เดินไปหยิบเข็มออกมาสองสามเล่มแล้วแทงเข้าไปในร่างของเหยียนเฟิง อีกฝ่ายพลันตกใจกลัวยิ่งนัก “เจ้า เจ้าจะทำอะไร!?”
หนานลัวเองก็ต้องการรู้ว่าลู่เฉินกำลังจะทำอะไร
ส่วนหนานเหยานั้นทำหน้าฉงนใจยิ่งนัก “อาจารย์ ท่านทำอะไร?”
“ทำลายอักขระยันต์ที่กัดกินหัวใจ!” หลังจากที่ลู่เฉินเอ่ยจบ เขาก็วางมือข้างหนึ่งบนหน้าอกของอีกฝ่าย จากนั้นจึงเริ่มทำลายอักขระยันต์
หนานเหยารู้สึกประหลาดใจทันที “อาจารย์ ท่านทำลายสิ่งนี้ได้หรือ?”
เหยียนเฟิงพูดอย่างตื่นตระหนกว่า “เป็นไปไม่ได้! มันไม่สามารถทำลายได้!”
หลังจากนั้นครู่หนึ่ง ลู่เฉินก็ดึงมือและเข็มออก “เอาล่ะ เสร็จแล้ว!”
เหยียนเฟิงไม่เชื่อ แต่เมื่