จากนั้นมันก็หายไป เหยียนเฟิงที่เห็นดังนั้นจึงเอ่ยเย้ยหยันทันที “ผู้ใดก็ช่วยเจ้าไม่ได้หรอก!”
“จริงหรือ?” หนานเหยายิ้มอย่างมีเลศนัย
เหยียนเฟิงจ้องมองหนานเหยาและเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “เพราะเจ้าสองคนเป็นสายลับ ไม่ว่าผู้ใดจะมาก็คงจะเป็นพวกเดียวกับพวกเจ้า!”
“สายลับ? เจ้ากล่าวออกมาเองนะ!” หนานเหยาไม่ชอบหน้าเหยียนเฟิง และนางหวังว่าจะสามารถจัดการเหยียนเฟิงให้เร็วที่สุด แต่เหยียนเฟิงกลับเอ่ยยั่วยุขึ้นมาว่า “ถ้าเจ้ายอมรับความพ่ายแพ้ตอนนี้ พวกข้าจะได้ประหยัดแรง ไม่เช่นนั้นจะเป็นเจ้าเองที่ต้องเดือดร้อนในภายหลัง”
“นั่นก็ไม่แน่เสมอไป!” หนานเหยากล่าวด้วยความมั่นใจ
หลังจากที่เหยียนเฟิงหัวเราะเยาะ เขาก็มองไปที่หมายเลข 36 “ท่านหมายเลข 36 ดูสิ สองคนนี้เป็นบ้าไปแล้ว!”
เมื่อหมายเลข 36 กำลังจะเคลื่อนไหว เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากถนน “สร้างปัญหามากพอหรือยัง?”
ทุกคนสงสัยว่าเป็นเสียงของใครจึงพากันหันมองไปที่ต้นเสียง
ในเวลานี้เอง ชายชราผู้หนึ่งพลันปรากฏตัวขึ้น เขาคือหนานลัว แต่เรื่องที่หนานลัวเป็นคนของราชวงศ์กลับมีคนไม่มากนักที่รู้เรื่องนี้ ดังนั้นทหารยามและกลุ่มผู้ชมจึงสงสัยว่าชายชราคนนี้เป็นผู้ใด
เหยียนเฟิงยังกลอกตาพลางเอ่ยถามว่า “เจ้าเป็นใคร?”
“แล้วเจ้าเป็นผู้ใด?” หนานลัวถามกลับ และเหยียนเฟิงก็พูดขึ้นว่า “หัวหน้าหน่วยทหารยามพิทักษ์นครหลวง เหยียนเฟิง!”
“โอ้? แทนที่จะลาดตระเวนอย่างถูกต้อง แต่เจ้าเรียกทหารยามเกราะด