มู่หรงหยิงมองลู่เฉินอย่างประหลาดใจแล้วถามว่า “ค่ายกลวิญญาณโลหิตนี้ มีข่าวลือว่าเลือดเพียงหยดเดียวก็สามารถควบคุมวิญญาณของคนคนหนึ่งได้?”
“ใช่ ตราบใดที่มีเลือดสักหยด เจ้าก็จะไม่อาจทรยศข้าได้ ไม่อย่างนั้น…” เมื่อลู่เฉินเอ่ยจบ เขาก็หัวเราะอย่างชั่วร้าย ในขณะที่มู่หรงหยิงยิ่งตกตะลึง ส่วนคนจากสำนักมารราตรีเหล่านั้นพากันรู้สึกว่าตนเองโชคดีที่พวกเขายังไม่ได้หยดเลือดลงไป
ทว่าผู้คนจากสำนักอื่น ๆ ได้ทำมันไปแล้ว
ลู่เฉินมองไปยังผู้ฝึกตนพเนจรที่อยู่รอบ ๆ เห็นเพียงผู้ฝึกตนพเนจรเหล่านั้นกำลังตัวสั่น เพราะกลัวว่าลู่เฉินจะจับพวกเขาไปด้วย แต่ชายหนุ่มกลับมองพวกเขาด้วยรอยยิ้มแล้วกล่าวว่า “ข้าเป็นคนที่แยกบุญคุณความแค้นอย่างชัดเจน”
หลังจากเอ่ยจบ ชายหนุ่มก็ชี้ไปยังก้อนเมฆที่อยู่ไกลออกไป “นั่นคือทางออก”
เมื่อทุกคนได้ยินคำว่าทางออก พวกเขาก็ดีใจและเริ่มวิ่งตรงไปยังตำแหน่งนั้นอย่างบ้าคลั่ง
มู่หรงหยิงงุนงง “ปล่อยพวกเขาไปแบบนี้เลยหรือ?”
“คนเหล่านี้แค่มาชมความครึกครื้น ยิ่งไปกว่านั้น ข้าอยากให้พวกเขาออกไปป่าวประกาศ!” ลู่เฉินหัวเราะอย่างเย็นชา ส่วนมู่หรงหยิงกำลังงุนงง “ป่าวประกาศอันใด?”
“ป่าวประกาศว่าหากยุ่งกับข้าหรือคนของสำนักเก้าสุขสงบ คนผู้นั้นจะไม่ได้มีจุดจบที่ดี!” คำพูดของลู่เฉินทำให้มู่หรงหยิงและคนอื่น ๆ พากันตกใจ
ทว่าจู่ ๆ ลู่เฉินก็โยนศิลาวิญญาณออกมาก้อนหนึ่ง ทำให้ทางออกนั้นหายไป
การกระทำเช่นนี้ทำให้ทุกคนส