กชิงต้นไม้ต้นนี้ไปเหมือนกับคนพวกนั้น!” พี่หญิงอวิ๋นคิดว่าลู่เฉินเป็นหัวขโมย แต่ลู่เฉินกลับยิ้มอย่างขมขื่น “ข้าไม่เหมือนพวกเขา”
พี่หญิงอวิ๋นไม่เชื่อ ส่วนคนอื่น ๆ ก็ไม่เชื่อเช่นกัน
สำหรับลู่เฉินแล้ว ตอนนี้เขามีคำถามอยู่ในใจ นั่นคือพวกที่เข้ามารู้ล่วงหน้าหรือไม่ว่ามีต้นไม้อยู่ที่นี่ หรือพวกเขามารู้ในภายหลัง?
แต่ถ้าพวกเขารู้ในภายหลัง พวกเขาจะรู้ได้อย่างไรว่าต้นไม้มีไว้เพื่ออันใด
ทว่าไม่มีใครอธิบายให้ลู่เฉินฟังได้
ลู่เฉินจึงแค่อยากดูต้นไม้ต้นนี้ก่อน เพื่อดูว่ามันมีอันใดพิเศษ
พี่หญิงอวิ๋นขู่ว่า “ตราบใดที่เจ้ากล้าแตะมัน มันจะดูดวิญญาณของเจ้าและทำให้เจ้าไม่สามารถหนีไปได้อีกตลอดกาล”
“ดูดวิญญาณ?”
“ใช่!” พี่หญิงอวิ๋นคิดว่านางทำให้ลู่เฉินตกใจ ดังนั้นนางจึงตอบไปตามตรง แต่ลู่เฉินพลันคว้ากิ่งไม้เล็ก ๆ ที่แห้งเหี่ยวของต้นไม้นี้ด้วยมือเดียว
สตรีเหล่านั้นคิดว่าลู่เฉินจะถูกดูดวิญญาณไป
ทว่าลู่เฉินที่ยืนอยู่ตรงนั้นไม่เป็นอันใดเลย ชายหนุ่มหลับตาลงราวกับว่าเขากำลังทำอันใดบางอย่าง
ขณะเดียวกัน จิตวิญญาณของลู่เฉินก็ได้แทรกซึมเข้าไปแล้ว
เขาพบว่ามีพลังที่ทรงอำนาจสถิตอยู่ในต้นไม้นี้ และพลังนี้ก็สามารถดูดซับจิตวิญญาณของผู้คนได้ แต่จิตวิญญาณของลู่เฉินทรงพลังเกินไป ต้นไม้นี้จึงไม่สามารถดูดซับได้ จึงเป็นการเปิดช่องให้ชายหนุ่มได้เห็นว่ามีจิตวิญญาณนับไม่ถ้วนถูกผูกมัดอยู่ในความมืด และไม่สามารถหลบหนีไปไหนได้!
ไม่เพียง