นแล้ว
ไม่เพียงเท่านั้น บนกระดูกเหล่านี้ยังมีมีร่องรอยจาง ๆ จำนวนมาก ราวกับว่าพวกมันถูกใบมีดวายุที่แหลมคมกรีดลงบนตัว
สิ่งนี้ทำให้ลู่เฉินแอบสงสัย “ดูเหมือนว่ามันไม่กินคน แต่เหตุใดคนเหล่านี้ถึงถูกโยนมาที่นี่?”
ลู่เฉินที่อยากรู้ทำได้เพียงเคลื่อนไหวไปรอบ ๆ ส่วนอสูรรกร้างก็หยุดหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อเห็นว่าลู่เฉินไม่ได้ไล่ตามมา ปากก็ส่งเสียงสาปแช่งเป็นภาษาสัตว์อสูรว่า “เฮ้อ! หนีจากไอ้บัดซบนั่นได้เสียที”
แต่หลังจากนั้นไม่นาน ลู่เฉินก็มาปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง และยืนอยู่บนก้อนหินพลางฉีกยิ้ม “สวัสดี”
อสูรรกร้างจ้องมองลู่เฉินเหมือนสัตว์ประหลาด “เจ้า… เจ้าเป็นใครกันแน่?”
“ข้าแค่อยากรู้สถานการณ์ของเจ้า และเรื่องเกี่ยวกับพี่หญิงใหญ่ผู้นั้นของเจ้า” ลู่เฉินมองมันด้วยรอยยิ้ม แต่อสูรรกร้างไม่เชื่อและต้องการวิ่งหนีอีกครั้ง ทว่ากลับมีเขตแดนกั้นอยู่รอบตัวมัน ทำให้มันวิ่งเข้าไปชน จากนั้นเมื่อมันลองไปทางอื่น ผลลัพธ์ก็เป็นเช่นเดิม
“อย่าลองเลย ข้าเปลี่ยนค่ายกลโดยรอบให้กลายเป็นปราการธรรมชาติไปแล้ว”
“อันใดนะ?” อสูรรกร้างเบิกตากว้าง
ลู่เฉินลอยอยู่บนหินและมองมันที่กำลังประหลาดใจด้วยรอยิ้ม “บอกข้าที เจ้าชื่ออันใด เหตุใดเจ้าถึงถูกผนึก และใครคือพี่หญิงใหญ่?”
อสูรรกร้างเริ่มกระวนกระวาย จากนั้นก็นั่งขัดสมาธิและพูดอย่างดื้อรั้นว่า “ต่อให้เจ้าทุบตีข้าให้ตาย ข้าก็จะไม่ทรยศพี่หญิงใหญ่”
ลู่เฉินยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ “ข้าขอให