้อมกับพละกำลังมหาศาล จึงทำให้เถาวัลย์แตกเป็นเสี่ยง ๆ และวิ่งต่อไป
ลู่เฉินขมวดคิ้วทันที เขาเปลี่ยนมาใช้ ‘ร่างพรางตา’ ทำให้ร่างกายของตนเองเบาลง ก่อนจะทะยานวิ่งไปที่ด้านหน้าของคู่ต่อสู้ และยืนอยู่บนก้อนหินพลางจ้องมองไปที่มัน “เจ้าคิดว่าจะหนีพ้นหรือ?”
“เจ้า!” เมื่อเห็นว่าลู่เฉินดูแปลกไป อสูรรกร้างก็ตกใจและมองไปที่ชายหนุ่มด้วยสีหน้าแปลกประหลาด แต่ลู่เฉินก็จ้องมันและพูดว่า “ข้าไม่อยากฟังเรื่องไร้สาระของเจ้า ดังนั้น…”
อสูรรกร้างยังคงต้องการที่จะวิ่ง แต่เมื่อลู่เฉินกระโดดเบา ๆ ก็สามารถเคลื่อนที่ไปได้ไกล ทำให้อสูรรกร้างกลัวและวิ่งไปที่ค่ายกลในป่าหิน หวังให้ใบมีดวายุที่ยิงออกมาจากค่ายกลชะลอความเร็วของชายหนุ่มลง
ใบมีดวายุนั้นแข็งแกร่งมาก
ทว่าผิวหนังของอสูรรกร้างก็หนายิ่งนัก ดังนั้นมันจึงไม่กลัว ผิดกับลู่เฉินที่ต้องเสียเวลาหลบหลีกไปมา ทว่านั่นก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่แต่อย่างใด เขากล่าวอย่างสบาย ๆ ว่า “ถ้าเจ้าไม่บอก เช่นนั้นข้าก็จะตามเจ้าไปตลอดไม่หยุด”
อสูรรกร้างนั้นทำได้เพียงใช้พละกำลังอันมหาศาลแต่ไม่มีเคล็ดวิชาอันใด ดังนั้นจึงไม่อาจขวางลู่เฉินได้ ทำได้เพียงมองตาปริบ ๆ เมื่อเห็นชายหนุ่มไล่ตามมา
แม้ว่าจะเป็นเช่นนั้น หากแต่อสูรรกร้างตัวนี้ก็ไม่ยอมหยุด มันยังคงวิ่งตรงไปด้านหน้า ส่วนลู่เฉินก็ไล่ตามมาจากด้านหลัง จนกระทั่งชายหนุ่มพบว่ารอบด้านเต็มไปด้วยกระดูกมากมาย
เห็นได้ชัดว่าเจ้าของกระดูกเหล่านั้นตายไปนา