องลูกศิษย์ของเราและป้องกันไม่ให้พวกเขาถูกทำร้าย” ผู้เฒ่าสวีรู้สึกหดหู่ ในขณะที่ลู่เฉินยังคงถามต่อไปว่า “นอกเหนือจากการจับกุมผู้หญิงแล้ว มีอันใดพิเศษอีกบ้าง?”
“พิเศษ? ก็คือสามารถเข้าและออกจากค่ายกลได้อย่างอิสระ ทว่าไม่มีใครได้รับอนุญาตให้เข้าใกล้ เพราะตราบใดที่เจ้าเข้าใกล้ ไม่ว่าเจ้าจะเป็นชายหรือหญิง เจ้าจะถูกจับ”
“ไปแล้วจะโดนกินหรือไม่?”
“ศิษย์ทุกคนในสำนักของเรามีเปลวไฟนิรันดร์ ตราบใดที่มีชีวิต ไฟก็จะติด แต่เมื่อหมดลมหายใจ ไฟก็จะดับ ซึ่งศิษย์ที่ถูกจับไปล้วนเปลวไฟดับลงในวันถัดไป” ผู้อาวุโสสวีถอนหายใจ
ลู่เฉินรู้สึกอยู่เสมอว่ามารเหี้ยมโหดตนนี้แปลกเกินไป
ขณะเดียวกัน ผู้อาวุโสสวีก็ได้พาลู่เฉินมาที่ป่าหินสีดำ “ที่นี่แหละ”
ลู่เฉินมองไปรอบ ๆ แล้วเอ่ยว่า “มันคือป่าหินดำ”
“ใช่ ป่าหินแห่งอื่นล้วนเป็นสีเหลืองทรายหรือสีน้ำตาลดิน แต่ป่าผืนนี้เป็นสีดำเข้ม และจะสะท้อนแสงในเวลากลางคืน” ผู้อาวุโสสวีอธิบาย
“เช่นนั้นก็ได้ ข้าจะเข้าไปก่อน”
หลังจากที่ลู่เฉินพูดจบ เขาก็ก้าวข้ามและเดินไปที่ป่าหินสีดำโดยไม่หันกลับมา ปล่อยให้ผู้อาวุโสสวีถามอย่างกระวนกระวายว่า “เจ้าไม่ได้พาใครมาด้วยหรือ?”
“ไม่ รังแต่เป็นภาระเปล่า ๆ!”
คำพูดของลู่เฉินทำให้ผู้อาวุโสสวีดูลำบากใจ และตะโกนเข้าไปในความมืดว่า “ท่านเจ้าสำนัก พวกเราแค่ให้เขาทำลายค่ายกล แต่เขา…”
“ดูเหมือนว่าเขาจะสนใจมารเหี้ยมโหดตนนั้น” เจ้าของเสียงแหบชราในความมืดเองก็ด