่นี่มีค่ายกล ลู่เฉินจึงกำชับให้หลี่ว์ซือเดินตามตน และอย่าได้ออกนอกเส้นทางเด็ดขาด
หลี่ว์ซือคอยเดินตามลู่เฉินด้วยความระมัดระวัง
เมื่อเริ่มออกเดิน ตอนนี้ก็ผ่านมาสิบก้าวแล้ว
แต่ทั้งสองกลับไม่เป็นอะไรแม้แต่น้อย ภาพนี้ทำให้ผู้อาวุโสสวีเบิกตากว้าง “นี่ เป็นไปได้อย่างไร?”
หลี่ว์ซือหมุนตัวหันมาพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เห็นหรือยัง พวกข้าไม่เป็นอะไรสักนิด”
“ไม่จริง ต้องมีบางอย่างผิดพลาดแน่!” ให้ตายเช่นไรผู้อาวุโสสวีก็ไม่เชื่อ และยังนำศิลาวิญญาณออกมาชิ้นหนึ่ง ขว้างออกไปข้างหน้าไกลออกไปประมาณสิบเก้า ผลคือพลังปราณภายในศิลาวิญญาณนี้แห้งเฉาลงอย่างรวดเร็ว กลายเป็นเพียงกองก้อนกรวดอยู่บนพื้นดินเท่านั้น
“เห็นหรือยัง!” หลังจากผู้อาวุโสสวีแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่ตนพูดว่าไม่มีอะไรผิดเพี้ยน เขาจึงรีบชี้นิ้วไปยังศิลาวิญญาณที่ไร้พลังปราณเหล่านั้นพลางเอ่ยขึ้นมา
ทว่าลู่เฉินกลับเผยรอยยิ้มชั่วร้าย ก่อนจะออกเดินนำหลี่ว์ซือต่อไปโดยไม่สนใจผู้อาวุโสสวีผู้นั้นอีก
ผู้อาวุโสสวีที่เห็นภาพตรงหน้ารู้สึกสับสนขึ้นมา จนกระทั่งทั้งสองลับสายตาเข้าไปภายในป่าหิน ผู้อาวุโสสวีจึงได้สติคืนกลับมา “พวกเขาไม่กลัวจริงหรือ?”
ขณะนั้นเอง ศิษย์กลุ่มหนึ่งของสำนักกู่หวงได้ปรากฏตัวออกมา
คนเหล่านี้ได้เห็นเหตุการณ์เมื่อครู่แล้ว แต่ละคนจึงมีสีหน้าแปลกใจ “สองคนนั้น สามารถเข้าไปยังป่าหินนั่นได้หรือ?”
“นี่… เป็นไปได้อย่างไร?”
“ช่างแปลกประหลาดนัก”
“นี่