แต่เจ้าสำนักคนปัจจุบันคือน้องสาวของข้า!”
ลู่เฉินที่ได้ยินดังนั้นจึงตอบกลับไปว่า “เช่นนั้น ถ้าผู้น้อยทำอะไร เจ้าก็ไม่สามารถรู้ได้?”
ชายในชุดคลุมสีฟ้าครุ่นคิดขึ้นมา “เมื่อกลับไป ข้าจะลองคุยกับเจ้าสำนักเพื่อตรวจสอบดูว่าเกิดเรื่องใดขึ้น!”
“เช่นนั้นบอกมาเถิด เจ้ามีนามว่าอะไร และเจ้าสำนักของเจ้าให้มาส่งสารเรื่องใด!”
แน่นอนว่าเมื่อชายในชุดคลุมสีฟ้าได้พิสูจน์ความสามารถของลู่เฉินแล้ว เขาจึงยอมเอ่ยชื่อของตนเอง “ข้ามีนามว่าหลันหยา เจ้าสำนักของเราได้รับบาดเจ็บ แต่วิชาแพทย์ของข้าไม่สูงพอ ดังนั้นจึงอยากเชิญเจ้าไปดูเสียหน่อย และหากเจ้ายอมช่วย เจ้าสำนักของเราจะมอบเคล็ดวิชาแพทย์วิถีมารที่หลงเหลืออยู่เป็นการตอบแทน!”
ลู่เฉินที่ได้ยินพลันยิ้มอย่างมีเลศนัย “คิดจะยืมมือข้าด้วยการแลกเพียงแค่วิชาแพทย์เท่านั้นหรือ?”
“เจ้าเข้าใจผิดแล้ว เจ้าสำนักของเรายังพูดอีกว่า ถ้าหากเจ้าสามารถรักษาอาการป่วยของนางได้ สำนักมารราตรีของเราจะคอยสนับสนุนเจ้า!”
“สนับสนุน?” ลู่เฉินแสยะยิ้ม
“ใช่!”
“แม้จะต่อสู้กับดินแดนศักดิ์สิทธิ์ พวกเจ้าก็ไม่กลัว?”
หลันหยาที่ได้ยินดังนั้นจึงเผยยิ้มออกมา “พวกเราสำนักมาร เดิมทีไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอันใดกับดินแดนศักดิ์สิทธิ์ รวมทั้งสำนักต่าง ๆ พวกนั้น! เพราะพวกเขาต่างมองเราเป็นเสี้ยนหนามตำตา! …โดยเฉพาะเมื่อหนึ่งแสนปีก่อน เมื่อจอมมารลู่ได้ทำลายสำนักเหล่านั้นไปมากมาย จนคนรุ่นหลังของสำนักเหล่านั้นพา