นี้”
จากนั้นหลันหยาจึงเตรียมตัวออกไปทันที
แต่ลู่เฉินกลับพูดขึ้นมาอีกประโยคว่า “พวกเจ้าต้องดำเนินการให้แยบยลที่สุด มิเช่นนั้นหากแหวกหญ้าให้งูตื่น มันคงจะไม่เป็นการดีเท่าใดนัก”
หลันหยาพยักหน้า จากนั้นจึงหมุนตัวและจากไป
เมื่ออีกฝ่ายจากไปแล้ว ลู่เฉินก็พลันพูดกับตนเองเสียงเบาว่า “พันธมิตรกำจัดมาร… นี่คือสิ่งที่ผู้ชอบธรรมทั้งหลายกระทำงั้นหรือ? ช่างคิดว่าตนทำถูกเสียจริง!”
ขณะนั้นเอง หลี่ว์ซือค่อย ๆ ฟื้นตื่นขึ้นมาจากอาการหมดสติ ก่อนจะถามด้วยความสงสัยว่า “ข้าเป็นอันใดไป?”
ลู่เฉินที่ได้ยินดังนั้นจึงหันมายิ้มให้พร้อมตอบกลับไปว่า “ก็แค่หมดสติไปเท่านั้น”
หมดสติ? หลี่ว์ซือรู้สึกสงสัยเล็กน้อย แต่เมื่อเขามองไปรอบ ๆ กลับพบว่าไร้เงาผู้คน “แล้วคนคนนั้นเล่า?”
“ไปแล้ว!”
“เช่นนั้นเขามาทำอันใดกัน?” หลี่ว์ซือไม่เข้าใจ ลู่เฉินจึงอธิบายไปว่า “ก็แค่คนคนหนึ่งที่มาเชิญข้าไปจัดการบางอย่าง”
“เชิญเจ้า?” หลี่ว์ซือได้ฟังก็ยิ่งสับสน
ลู่เฉินยิ้ม “ไปเถิด ข้าจะพาเจ้าไปฝึกฝนยังที่แห่งหนึ่ง”
เมื่อหลี่วซือได้ยินว่าสามารถไปยังสถานที่ซึ่งเหมาะสมกับการฝึกฝนของตน เจ้าตัวก็พลันแสดงสีหน้ามีความหวัง
แต่เมื่อทั้งสองเดินไปได้เพียงครึ่งทางของภูเขา จู่ ๆ ก็มีคนกลุ่มหนึ่งทะยานผ่านนภา และมาหยุดลอยตัวอยู่เบื้องหน้าพวกเขาทั้งสอง
“พ่อหนุ่ม ครั้งนี้เจ้าหนีไม่พ้นแล้ว!” เมื่อเยว่เซียวเห็นลู่เฉิน ร่างกายที่หดเล็กลงของเขาก็กระตุกเล็กน้อย ทำให