้เวลาสั้นลงเท่านั้น แต่ความเร็วของการฝึกฝนยังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ดังนั้นหนานเหยาและเจี่ยลัวจึงรู้สึกเหลือเชื่ออย่างมาก แม้กระทั่งตอนฝึกฝนอยู่ยังรู้สึกเหมือนว่าลืมอันใดไปอย่างไรอย่างนั้น
ลู่เฉินออกจากถ้ำไปอย่างเงียบ ๆ
เมื่อออกมาข้างนอก ปิงหลิวหลีที่เห็นว่ามีเพียงลู่เฉินเท่านั้นที่ออกมาจึงถามด้วยความสงสัยว่า “พวกเขาล่ะ?”
“กำลังฝึกฝน”
“พวกเขาคนหนึ่งคือผู้ฝึกวิถีภูตผี และอีกคนหนึ่งคือผู้ฝึกวิถีซากศพ จะฝึกฝนได้อย่างไร?”
“ข้ามีวิธีของข้า”
ปิงหลิวหลีที่ไม่มีทางเลือกอื่นจึงเลือกทีจะหยุดถาม
ลู่เฉินมองไปทางหลี่ว์ซือแล้วคลี่ยิ้ม “แล้วเจ้าล่ะ?”
“ข้า?” หลี่ว์ซือไม่รู้ว่าลู่เฉินคิดจะพูดอันใดกันแน่
“คนเหล่านั้นข้าจัดการให้พวกเขาได้ฝึกฝนแล้ว แล้วเจ้าล่ะ ต้องการหรือไม่?” ลู่เฉินยิ้มให้หลี่ว์ซือ ซึ่งหลี่ว์ซือก็เอ่ยอย่างเชื่องช้าว่า “ข้าต้องพึ่งเม็ดยานั่น เจ้าก็รู้”
ลู่เฉินยิ้ม “ข้าเข้าใจแล้ว แต่ไม่ต้องกังวล อีกเดี๋ยวข้าจะปรุงยาให้เจ้า”
หลี่ว์ซือกล่าวด้วยความซาบซึ้งใจว่า “ขอบคุณ!”
“แต่แค่มียามันไม่พอ ข้าต้องหาสถานที่ให้เจ้าฝึกฝนได้เร็วขึ้น”
“สถานที่?” หลี่ว์ซือพลันสงสัย
“ข้าจะพาเจ้าไปที่นั่นหลังจากที่ข้าจัดการเรื่องที่นี่เสร็จ!”
หลี่ว์ซือที่ได้ยินเช่นนั้นรู้สึกสงสัยนักว่าเป็นที่ใดกันที่เหมาะกับตน
แม้แต่ปิงหลิวหลีเองก็สงสัยว่าคนที่ฝึกฝนกายเนื้อจะฝึกฝนได้อย่างไร
ทว่าลู่เฉินกลับมองไปที่ปิงหลิวหลีเสียก