ิ์สิทธิ์จึงยืนอยู่ด้วยกันเป็นกลุ่มพลางมองไปรอบ ๆ
ในหมู่พวกเขา เยว่เซียวยังคงก่นด่าไม่หยุด “ไอ้สารเลว!”
“ผู้อาวุโสเยว่ขอรับ จะมีผู้ใดมาช่วยพวกเราหรือไม่?” มีใครบางคนถามขึ้นมา
เยว่เซียวจึงตอบไปว่า “ข้าได้ติดต่อหนานกงมู่แล้ว นางคงกำลังไปติดต่อปรมาจารย์ค่ายกลในดินแดนศักดิ์สิทธิ์เพื่อมาช่วยเรา”
เมื่อทุกคนได้ยินเช่นนั้นจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก
ทว่าไม่มีผู้ใดรู้ว่าลู่เฉินยืนอยู่ไม่ไกล และยังใช้ ‘วิชาหมื่นวิญญาณ’ จ้องมองไปที่เยว่เซียวแล้วแอบยกยิ้มกับตัวเอง “ให้เจ้าได้สัมผัสกับเงามารเสียหน่อยแล้วกัน”
เยว่เซียวไม่รู้ว่าลู่เฉินแอบอยู่ในที่ลับ แต่ทางฝั่งลู่เฉินได้นำศาสตราวุธวิถีมารออกมาแล้ว
เมื่อลู่เฉินร่ายศรมารสวรรค์ ปราณศรที่ทรงพลังนับสิบดอกก็รวมตัวกันพุ่งออกไป
ความเร็วนั้นเร็วเกินกว่าที่เยว่เซียวและคนอื่น ๆ จะตอบสนอง ทำให้ลูกธนูปักลงบนร่างกายของเขา ผลคือบาดแผลฉกรรจ์ปรากฏขึ้นบนร่างกาย เขาตะโกนสั่งเสียงดังลั่นว่า “เร็วเข้า! คุ้มกันข้า!”
จากนั้นเยว่เซียวก็รีบสร้างม่านปราณพลางจ้องมองไปรอบ ๆ ด้วยสีหน้าหวาดกลัว
ลู่เฉินพลันเข้ามาพูดกับคนเหล่านั้นว่า “ถ้าไม่อยากตายก็ออกไปให้พ้น!”
ผู้คนจากสำนักพฤษาสวรรค์และสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ต่างถอยหนีด้วยความตกใจ แม้แต่ซือตู๋เทียนและลวี่ซ่างเพียวก็หวาดกลัวจนหัวหด ส่วนเยว่เซียวนั้นกระวนกระวายใจยิ่งกว่าใคร “เจ้า… เจ้าจะทำอันใด!”
ลู่เฉินยืนห่างจากเยว่เซียวเพียงสามก้าว