นมาทันที จากนั้นก็ใช้มือหนึ่งลูบไล้ขิมโบราณตัวนี้ ก่อนที่เปลวเพลิงพลันลุกโชติช่วงทันที เช่นเดียวกับเปลวไฟโดยรอบที่หายไปเสียดื้อ ๆ
เพราะขิมโบราณนี้เป็นต้นกำเนิดของค่ายกลเปลวเพลิงแห่งนี้!
เมื่อโอวหยางเสวี่ยเห็นสิ่งนี้ นางก็ตกตะลึงและจ้องมองที่ลู่เฉินอย่างประหลาดใจ “เจ้าทำได้อย่างไร?”
“ข้าพอรู้เรื่องค่ายกลอยู่บ้าง” หลังจากที่ลู่เฉินเอ่ยจบ เขาก็ไม่ได้พูดอันใดมาก ในเวลาเดียวกันนั้นเขาก็โบกมือปลดโซ่เหล่านั้นออก ขณะที่ลู่เฉินกอดขิมโบราณเอาไว้และหันหลังเดินจากไป
โอวหยางเสวี่ยมองไปที่โซ่เหล่านี้ด้วยความงุนงง ในที่สุดก็จ้องมองลู่เฉินเนิ่นนานแล้วถามว่า “เจ้าชื่ออันใด?”
“ไม่สำคัญหรอก!” ลู่เฉินพูดจบก็ออกจากที่นี่ไป
หลังจากลังเลอยู่พักหนึ่ง ร่างของโอวหยางเสวี่ยก็แผ่ไอเย็นเยียบออกมา ก่อนที่นางจะกลืนหายไปในม่านหมอก
ลู่เฉินออกมาถึงด้านนอกถ้ำ เขานั่งลงบนก้อนหินก้อนหนึ่งพลางลูบไล้ขิมเพลิงโบราณแล้วขมวดคิ้ว “ดูเหมือนว่าข้าต้องไปชิงจิตวิญญาณของศาสตราวุธนี้ที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ถึงจะได้รู้ว่าเกิดอันใดขึ้นกับขิมเพลิงโบราณนี้”
แต่ทางเข้าแดนศักดิ์สิทธิ์นี้อยู่ที่ใด?
ลู่เฉินไม่รู้ ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงมองขิมและคะนึงหาคนผู้นั้นต่อไป
…
วันรุ่งขึ้น ลู่เฉินกลับไปที่ยอดเขาเต๋าเมฆา
เมื่อเห็นว่าในที่สุดลู่เฉินก็กลับมาแล้ว หนานเหยาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก “ท่านอาจารย์ ท่านหายไปตั้งวันครึ่ง ตกใจหมดเลยเจ้าค่ะ”
ทว่าล