หรือ?” สีหน้าของลวี่ซ่างเพียวเปลี่ยนไปเมื่อเขานึกถึงสำนักพฤกษาสวรรค์ที่ถูกทำลาย
ลู่เฉินยังคงมองอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม “ดูสิ หากเจ้าไม่ยั่วยุข้า ข้าจะทำร้ายเจ้างั้นหรือ?”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ลวี่ซ่างเพียวพลันรู้สึกกระอักกระอ่วนขึ้นมาเล็กน้อย “เช่นนั้นเจ้าก็ปล่อยข้าไปเสียสิ”
“ปล่อยไป? ย่อมได้! แต่ว่า… ต้องทำอะไรบางอย่าง”
ลวี่ซ่างเพียวได้ยินเงื่อนไขเช่นนั้นก็พลันหยิบถุงสุญญะญาณของเขาออกมา “นี่ ของทั้งหมดของข้าอยู่ในนี้ ถ้าเจ้าต้องการ ก็จงเอามันไปให้หมด”
ลู่เฉินมองดูสิ่งที่อีกฝ่ายนำเสนอแล้วยิ้มเย้ยหยัน “อันใดกัน? คิดว่าข้าจะปล้นหรือ?”
“ใน… ในถุงนี้มีหลายสิ่งหลายอย่าง ทั้งยังมีศิลาวิญญาณมากมาย” ลวี่ซ่างเพียวรีบอธิบาย
“เจ้าคิดว่าข้าอยากได้งั้นหรือ?”
“เช่นนั้นเจ้าต้องการอันใด?” ลวี่ซ่างเพียวถามอย่างหดหู่ใจ
ลู่เฉินที่ได้ยินดังนั้นพลันยิ้มออกมา “ข้าบอกว่า ทำอะไรบางอย่าง ไม่ใช่เจ้าให้ข้า แต่ข้าจะให้เจ้า”
“เจ้าให้ข้างั้นหรือ?” ลวี่ซ่างเพียวงุนงง
“หากเจ้าไม่อยากตายก็อย่าขยับ มิฉะนั้น ข้าจะให้ค่ายกลนี้ขยี้เจ้าให้แหลกทันที!”
ลวี่ซ่างเพียวรีบเอ่ยอย่างกระวนกระวาย “เจ้าต้องการทำอันใด?”
ลู่เฉินเดินเข้าไปหาอีกฝ่าย ก่อนจะร้องสั่งให้หันหลัง ซึ่งอีกฝ่ายก็ยอมแต่โดยดีเพราะกำลังบาดเจ็บหนัก ทว่าปากของลวี่ซ่างเพียวก็ยังคงถามอย่างกระวนกระวายใจว่า “เจ้าจะทำอะไรกันแน่?”
ลู่เฉินวางมือข้างหนึ่งไว้บนหลังของอีกฝ่าย และเ