เราอยู่ในขั้นก่อกำเนิด แล้วเจ้าเล่า? …เจ้าจะสู้กับเราได้อย่างไร!!” ลวี่ซ่างเพียวหัวเราะเยาะ
ทว่าลู่เฉินกลับยกยิ้ม “เช่นนั้นก็มาดูกันว่า พวกเจ้าจะไล่ตามข้าได้ทันหรือไม่!”
หลังจากพูดจบ ลู่เฉินก็รีบทะยานตัวไปที่ขอบม่านหมอก
ผู้ชมตกตะลึงทันที “ชายผู้นี้บ้าไปแล้วหรือ เขาวิ่งเข้าไปเช่นนั้น ไม่กลัวที่จะถูกขังอยู่บนภูเขาหรือ?”
“เขาไม่ต้องการถูกผู้คนจากสำนักพฤกษาสวรรค์จับได้กระมัง”
“ก็ถูกของเจ้า หลงอยู่บนภูเขาย่อมดีกว่าถูกฆ่า”
ในขณะที่ทุกคนคิดว่าลู่เฉินวิ่งเข้าไปในหมอกเพื่อหลีกเลี่ยงคนเหล่านี้ แต่ลวี่ซ่างเพียวกำลังถูกโทสะบังตา เขาจึงร้องสั่งและนำผู้คนไล่ตามเข้าไปอย่างไม่ลดละ
ผู้อาวุโสจื่อที่มีสติพลันกระวนกระวายใจขึ้นมาทันที เขาตะโกนบอกลวี่ซ่างเพียวว่า “ท่านอาจารย์! ระวัง! ที่แห่งนี้มีค่ายกลเต็มไปหมด”
“หากเขาไม่กลัว แล้วเราจะกลัวอันใดเล่า?” ลวี่ซ่างเพียวคิดว่าผู้อาวุโสจื่อกลัว
ผู้อาวุโสจื่อจึงตอบอย่างตะกุกตะกักไปว่า “อาจารย์ ท่านลืมไปแล้วหรือว่าเขามีความรู้ค่ายกล”
“ค่ายกล? เขารู้แค่ค่ายกลระดับสวรรค์ แต่ที่นี่เป็นค่ายกลศักดิ์สิทธิ์ เจ้าคิดว่าเขาสามารถควบคุมหรือดัดแปลงมันได้กระนั้นหรือ?” ลวี่ซ่างเพียวยอมรับว่าลู่เฉินมีความรู้ในด้านค่ายกล แต่ถ้าอยากจะควบคุมค่ายกลระดับศักดิ์สิทธิ์ ลวี่ซ่างเพียวคิดว่าเป็นไปไม่ได้!
ด้วยเหตุนี้ ลวี่ซ่างเพียวจึงตัดสินใจตามไป
แต่ผู้อาวุโสจื่อยังคงรู้สึกไม่สบายใจ คนที่