ลู่เฉินก็ได้ออกมานอกร่างกาย และเข้าไปภายในกระจกบานนั้น โดยที่ไม่มีผู้ใดรับรู้
เมื่อปรากฏตัวอีกครั้ง ลู่เฉินในร่าง ‘โปร่งแสง’ ก็มาถึงผืนป่าแห่งหนึ่ง
และเพราะจิตวิญญาณของลู่เฉินนั้นยังคงอ่อนแอ เขาจึงไม่สามารถใช้พลังมากเกินไปได้ หลังจากพบโจวอวี๋ เขาก็แนบ ‘ร่าง’ ของตนเองเข้ากับเกราะ และติดตามโจวอวี๋ไปทั้งแบบนั้น
ทางด้านโจวอวี๋ เขาไม่รู้แม้แต่น้อยว่าลู่เฉินแอบ ‘ติดตาม’ มา เขายังคงให้ความสนใจรอบด้าน และเคลื่อนกายไปเรื่อย ๆ โดยไม่หยุด
แต่เพียงไม่นานก็ดัน ‘หลง’ เข้าไปในค่ายกาล ทำให้รอบกายเต็มไปด้วยหมอกหนา
จากนั้น ท่ามกลางหมอกหนานี้เองก็มีคนเดินออกมา ซึ่งคนพวกนั้นล้วนแล้วแต่เป็นคนของสำนักค่ายกลสวรรค์ทั้งสิ้น
โจวอวี๋ที่เห็นดังนั้นจึงตั้งท่าลงมือ ทว่าคนพวกนั้นกลับหายเข้าไปภายในหมอกหนา ก่อนจะมีเสียงหนึ่งตะโกนขึ้นว่า “หากคิดมีเรื่องกับสำนักค่ายกลสวรรค์ของข้า เจ้าก็เตรียมเจอปัญหาเช่นนี้ไปตลอดเถอะ!”
และยังมีอีกคนพูดขึ้นเสริมว่า “จงยอมแพ้เสีย!”
เมื่อได้คำว่ายอมแพ้ โจวอวี๋กลับไม่สนใจใด ๆ ในหัวยังคงคิดแต่จะหาทางออกไปจากค่ายกลนี้ ทว่าเพราะขาดความชำนาญ เขาจึงไม่สามารถออกไปได้
คนของสำนักค่ายกลสวรรค์ที่เห็นท่าทางงก ๆ เงิ่น ๆ นั้นก็พากันหัวเราะ
บางคนกล่าวเยาะเย้ยว่า “สำนักเก้าสุขสงบของพวกเจ้าส่งคนเช่นนี้มาร่วมแข่งขันงั้นหรือ?”
โจวอวี๋ที่ถูกยั่วยุจ้องมองไปรอบ ๆ ก่อนจะพูดด้วยความโมโหว่า “อย่าให้ข้าจับพวกเจ