กเจ้าแล้ว ข้าแข็งแกร่งกว่านัก!” ฟางหมิงตะโกนขึ้นมา
“ข้าไม่คิดเช่นนั้น!” หนานเหยาโต้กลับ
“โอ้? หมายความว่า พวกเจ้าคิดต่อต้านสำนักค่ายกลสวรรค์ของพวกข้างั้นหรือ?”
“ก็เป็นเจ้าเองไม่ใช่หรือที่คิดต่อต้านพวกข้า!”
“ได้! เช่นนั้นวันนี้พวกเจ้าก็อย่าได้หวังว่าจะไปถึงยอดเขาเต๋าเมฆาแห่งนี้เลย!” ฟางหมิงกล่าวอย่างเย่อหยิ่ง
“ค่ายกลน่ารังเกียจเช่นนี้ เพียงครู่เดียวท่านอาจารย์ของข้าก็ทำลายได้แล้ว!”
“น่าขันนัก ข้าผู้นี้เป็นปรมาจารย์ค่ายกลระดับศักดิ์สิทธิ์หนึ่งดาว และหากไม่ใช่ยอดฝีมือด้านค่ายกล ผู้ใดก็ทำลายมันไม่ได้!” ฟางหมิงกล่าวด้วยความมั่นใจ
แต่หนานเหยากลับยิ้มออกมา “เช่นนั้นเจ้าจงดูให้ดี!”
ครั้นพูดจบ หนานเหยาก็หันมองไปยังลู่เฉิน “ท่านอาจารย์ ท่านช่วยมอบบทเรียนให้แก่คนโอหังผู้นั้นที”
ปิงหลิวหลีและคนอื่น ๆ ต่างก็มองไปยังลู่เฉินเช่นกัน เพราะสิ่งที่พวกเขากำลังเผชิญขณะนี้คือค่ายกลศักดิ์สิทธิ์หนึ่งดาวที่อันตรายยิ่งกว่าที่เคยพบเจอมา ก่อนที่จะพากันเดินตามชายหนุ่มไป
เพียงไม่นาน ลู่เฉินและคนอื่น ๆ ก็หลุดพ้นจากหมอกที่ปกคลุมพวกเขาไว้ พวกเขาสามารถมองเห็นขั้นบันไดได้อีกครั้ง และเปิดโอกาสให้หนานเหยามองไปรอบ ๆ พลางเอ่ยเย้ยหยันว่า “คนโอหังผู้นั้นอยู่ที่ใดกัน? เขาวิ่งไปที่ใดเสียแล้ว?”
ผู้คนโดยรอบพวกเขาในขณะนี้ นอกจากคนที่มาจากต่างแดนหรือศิษย์สำนักต่าง ๆ ที่กำลังเดินขึ้นบันได ก็ไร้เงาของคนจากสำนักค่ายกลสวรรค์โดยสิ้น