เชิง
“หนีออกไปหมดแล้ว” ลู่เฉินเอ่ยพลางเดินขึ้นบันไดไป
“ขี้ขลาดนัก!” หนานเหยาดูถูก
ทว่าลู่เฉินก็เพียงแค่ยิ้มแต่ไม่ได้พูดอันใด และยังคงเดินต่อไป
เวลาผ่านไปประมาณหนึ่งก้านธูป ลู่เฉินและคณะก็มาถึงยอดเขา พวกเขาได้พบลานกว้างบนยอดเขา ซึ่งมีนามว่า ‘ลานเต๋าเมฆา’ และตรงใจกลางลานกว้างนั้นมีสนามประลองที่ถูกยกระดับสูงขึ้นจากพื้นขนาดใหญ่
รอบ ๆ สนามประลองนั้นมีผู้คนจากหลากหลายสำนักยืนล้อมรอบอยู่ ขณะเดียวกัน รอบ ๆ ลานกว้างก็มีผู้คนนั่งอยู่มากมายเพื่อรอให้งานประลองครั้งนี้เริ่มต้น
“ท่านอาจารย์ ท่านดูสิ สำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์อยู่นั่น” หนานเหยาเพียงมองก็เห็นคนของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ไกลออกไป
“หาที่พักผ่อนกันเถอะ” ลู่เฉินไม่ได้สนใจคนพวกนั้นนัก เขาเพียงแค่หาพื้นที่โล่งนั่งพัก
แต่คนบริเวณรอบ ๆ ยังคงถกเถียงกันเรื่องของสำนักเก้าสุขสงบ พวกเขาพากันพูดถึงเรื่องที่สำนักเก้าสุขสงบพาผู้ฝึกฝนวิถีภูตผีและซากศพติดตามมาด้วย
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีบางคนเอ่ยเยาะเย้ยสำนักเก้าสุขสงบไปต่าง ๆ นานา
“สำนักเก้าสุขสงบตกต่ำลงมากเสียจริง ท้ายที่สุดถึงขนาดหันไปคบค้ากับพวกนอกรีตแล้ว”
“ข้าว่า ต่อไปพวกเขาคงจะผันตัวไปยังวิถีภูตผี หรือมารอะไรพวกนั้นแน่นอน”
…
เมื่อปิงหลิวหลีได้ฟัง นางก็มีสีหน้าลำบากใจ เพราะอย่างไรเสียนางก็เป็นเจ้าสำนักเก้าสุขสงบ ดังนั้นนางย่อมไม่ชอบให้ผู้ใดมากล่าวดูถูกสำนักของตน แต่หนานเหยากลับยิ้มพลางมองไปทางปิงห