ย่างเขินอายว่า “เจ้า ทำให้ข้าเข้าใจสิ่งหนึ่ง”
“สิ่งใด?”
“อย่า… อย่าไปหาเรื่องเจ้า” คำพูดของผู้คลั่งไคล้เต๋าทำให้ลู่เฉินรู้สึกแปลก ๆ และแม้กระทั่งรู้สึกว่าอีกฝ่ายมีจุดประสงค์อันใดบางอย่าง จึงยิ้มแล้วเอ่ยว่า “เจ้าคงไม่ได้ต้องการทำร้ายข้าหรอกนะ? ”
“มะ ไม่!” ผู้คลั่งไคล้เต๋าส่ายศีรษะ
ลู่เฉินรู้ว่าตอนนี้อีกฝ่ายคงไม่พูดออกมาแน่ ชายหนุ่มจึงคร้านเกินกว่าจะถาม เขาเพียงมองไปที่ปิงหลิวหลีแล้วเอ่ยว่า “ขึ้นไปบนภูเขากันเถอะ”
“อืม!” ปิงหลิวหลีถอนหายใจด้วยความโล่งอก และพาทุกคนขึ้นไปบนภูเขา
ทิ้งให้ผู้คนที่มุงอยู่นั้นยืนถกเรื่องนี้กัน แต่เนื่องจากผู้อาวุโสเทียนหลงยังถูกจัดการไปแล้ว ทุกคนจึงไม่กล้าล่วงเกินลู่เฉิน
เช่นเดียวกับความนิยมของสำนักเก้าสุขสงบที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ
ในฐานะเจ้าสำนัก ปิงหลิวหลีย่อมรู้สึก ‘เขินอาย’ เล็กน้อย นางก้มหน้าลงจนกระทั่งมาถึงบันไดซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยม่านหมอก
ก่อนที่ปิงหลิวหลีจะแนะนำให้ลู่เฉินและคนอื่น ๆ ฟังว่า “นี่คือยอดเขาเต๋าเมฆา แต่หลังจากที่ขึ้นไปบนยอดเขาแล้ว เจ้าจะไม่สามารถวิ่งไปซี้ซั้วได้ มิฉะนั้นอาจพลาดหลงเข้าไปในค่ายกลที่น่ากลัว”
เมื่อได้ยินคำว่าค่ายกล หนานเหยาก็ชี้ไปยังลู่เฉินและฉีกยิ้ม “มีท่านอาจารย์ของข้าอยู่ด้วย ค่ายกลอันใดก็ไม่ใช่ปัญหา!”