กเราส่งคนเข้าร่วมเพียงคนเดียว เกรงว่าถึงยามนั้นคงถูกคนของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ล้อมโจมตี”
ครั้นลู่เฉินได้ยินสิ่งนี้ เขาก็ปลอบโยนว่า “ไม่ต้องกังวลไป ด้วยความสามารถของโจวอวี๋ ย่อมเพียงพอที่จะสลัดคนพวกนั้นออกไปได้แน่”
“จริงหรือ?” ปิงหลิวหลียังคงกังวล
ทว่าลู่เฉินกลับยิ้มอย่างพอใจ “เจ้านั่งเฉย ๆ แล้วรอดูเรื่องน่าสนใจเถิด”
“ย่อมได้ พวกเราจะออกเดินทางวันมะรืนนี้”
ลู่เฉินพยักหน้า จากนั้นปิงหลิวหลีก็หันหลังและจากไป
ส่วนหนานเหยาก็ได้ย่องเข้ามาหา “ท่านอาจารย์!”
“มีอันใดหรือ?”
เมื่อเห็นท่าทางลับ ๆ ล่อ ๆ ของหนานเหยา ลู่เฉินก็เผยความสงสัยออกมา ในขณะที่หนานเหยาเผยยิ้มอย่างเขินอาย “นั่น…”
“พูดมาเถิด”
“มีคนอยากพบท่าน”
“คงไม่ใช่คนของราชวงศ์หนานโยวหรอกนะ?” ลู่เฉินมองดูท่าทางของนางก็คล้ายจะคาดเดาอะไรได้ ส่วนหนานเหยาก็พยักหน้า “อืม คนที่ข้าติดต่อเมื่อวานมาถึงแล้ว ข้าก็เลยเล่าเรื่องของข้าออกไป และคนผู้นั้นก็อยากพบท่าน”
“พบข้าเพราะเหตุใด?”
“เอ่อ ข้าเดาว่า…” หนานเหยาเองก็ไม่ค่อยเข้าใจนัก
ทว่าจู่ ๆ ก็มีเสียงชราพลันดังมาจากด้านนอก “ข้าแค่อยากรู้ว่าผู้ใดเป็นคนช่วยชีวิตน้องหญิงเก้า”
จากนั้นชายชราผมทองก็ปรากฏตัวขึ้น
ชายชราผู้นี้ดูเข้มงวดมาก และกลิ่นอายของเขาก็ทรงพลังยิ่งนัก มันเหนือกว่าขั้นก่อกำเนิดเสียอีก
หนานเหยารีบแนะนำลู่เฉินว่า “เขาคือเสด็จพี่แปด …ยามนี้เป็นผู้อาวุโสของสำนักตรวจการ”
ลู่เฉินไม่ได้ตื่นตระหนก