สียด้วย”
“ข้าสั่งคนให้นำจดหมายมาส่งแล้ว แต่ไม่คิดว่าเจ้าหนุ่มนั่นจะยังไม่หนีไป ทั้งยังซ่อนตัวอยู่กับเจ้า เช่นนั้นข้าจึงทำได้เพียงต้องมาที่นี่” เยว่เซียวเย้ยหยัน
ปิงหลิวหลีถึงกับทำหน้าตาเหยเก
ทว่าจู่ ๆ เสียงหัวเราะของลู่เฉินพลันดังมาจากในห้อง “พวกเจ้าไม่กลัวว่าจะมาตายหรือ?”
“ตายงั้นหรือ? เจ้าหนุ่ม เจ้านี่คุยโวได้ไม่เบา” เยว่เซียวจับจ้องไปยังห้องที่อยู่ไกลออกไป ส่วนคนอื่น ๆ ก็เริ่มเอ่ยเย้ยหยันออกมา โดยเฉพาะลวี่ซ่างเพียวที่ตะโกนลั่นว่า “เจ้าหนุ่ม หากเก่งจริงก็ออกมาสิ!”
ลู่เฉินยืนยิ้มอยู่ภายในห้อง “ข้าขอเตือนพวกเจ้าว่า จงจากไปให้เร็วที่สุด มิฉะนั้นอีกประเดี๋ยวเจ้าจะต้องทนทุกข์ทรมาน!”
ผู้คนจากสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ไม่เชื่อ โดยเฉพาะเยว่เซียวที่พูดขึ้นว่า “ใกล้จะตายอยู่แล้ว เจ้ายังกล้าดีเพียงนี้เชียวหรือ?”
ลวี่ซ่างเพียวเองก็ข่มขู่ “เจ้าหนุ่ม ผู้อาวุโสเยว่ทรงพลังมากเชียวนะ!”
“จะทรงพลังหรือไม่ ข้าไม่รู้ ข้ารู้แค่ว่าใครก็ตามที่ยั่วยุข้า ล้วนไม่มีจุดจบที่ดี!”
หนานเหยาที่ได้ยินพลันเอ่ยอย่างตื่นเต้นว่า “ท่านอาจารย์ ฝีปากท่านช่างร้ายกาจยิ่ง!”
ทว่าเยว่เซียวที่ได้ยินกลับไม่สบอารมณ์ เขาสั่งศิษย์ขั้นก่อกำเนิดของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ทันที “จัดการพวกมันซะ!”
ปิงหลิวหลีจึงตะโกนทันทีว่า “เยว่เซียว! เจ้าต้องการทำให้เรื่องบานปลายงั้นหรือ?!”
“ตราบใดที่จัดการพวกเจ้าที่นี่ได้หมด เช่นนั้นเรื่องก็จะไม่บานปลายอย่าง