เขาลูกนี้ก็ยังไม่สามารถเข้าไปได้”
“ค่ายกลแล้วเช่นไร? เรื่องเล็กน้อย” ลู่เฉินยิ้ม จากนั้นจึงเดินนำพวกเขาตรงเข้าไปยังค่ายกล
ครั้นมองคณะของลู่เฉินเดินเข้าไป คนที่อยู่ด้านนอกเหล่านั้นต่างก็คิดว่าชายหนุ่มและคนอื่น ๆ คงจะหวาดกลัวจนหนีออกมา แต่ใครจะคิดว่าลู่เฉินกับคนอื่น ๆ จะหายเข้าไปท่ามกลางหมอกในค่ายกล จนกระทั่งลับสายตาไปในที่สุด
ทุกคนจึงแปลกใจว่าเกิดเหตุอันใดขึ้น?
ขณะนั้นเอง ปิงหลิวหลีกำลังอยู่ในห้วงแห่งความตกตะลึง เห็นได้ชัดว่านางกำลังอยู่บนบันได และบันไดนี้ก็ขยายออกไปเรื่อย ๆ ราวกับว่านางกำลัง ‘ลอย’ ขึ้นไป
หนานเหยาที่รู้สึกแปลกใจได้เอ่ยถามลู่เฉินว่า “ท่านอาจารย์ หรือว่าค่ายกลไหนท่านก็สามารถทำลายได้?”
“ประมาณนั้น” ลู่เฉินตอบเพียงสั้น ๆ คำตอบนี้เองทำให้ทุกคนต่างรู้สึกชื่นชมเขามากขึ้น
ลู่เฉินไม่ได้พูดจาสักคำ เพียงนำทางทั้งคณะให้ก้าวไปด้านใน กระทั่งพวกเขามาถึงยอดเขา และเห็นตำหนักสีแดงเพลิงหลังหนึ่ง
“ไม่มีผู้ใด?” ปิงหลิวหลีสงสัย
หนานเหยาเองก็มองไปรอบ ๆ “ไม่มีผู้ใดอยู่จริง ๆ หรือ?”
ลู่เฉินยิ้ม “มี อยู่บนยอดเขา”
จบประโยค ปิงหลิวหลีที่แปลกใจรีบเงยหน้ามองไปทันที แต่นอกจากหมอกบนอากาศแล้วก็ไม่มีสิ่งใดอีก
แต่จู่ ๆ ก็มีแสงสีแดงสว่างวาบขึ้น ชายชราผู้หนึ่งที่ทั่วทั้งร่างแผ่ไปด้วยเปลวเพลิงปรากฏตัวออกมา เผยให้เห็นชุดคลุมสีดำและใบหน้าที่เต็มไปด้วยปุ่มปมนับไม่ถ้วน และบัดนี้กำลังเผยสีหน้าดุดัน
เมื่อปิงห