ด?”
“อีกครึ่งเดือนต่อจากนี้”
“ได้ ข้าจะพยายามจัดการเหมืองวิญญาณทั้งหมดภายในสิบวัน” หลังจากที่ลู่เฉินพูดจบ เขาก็พาหลี่ว์ซือและคนอื่น ๆ จากไปทันที
ปิงหลิวหลีขมวดคิ้ว นางมองแผ่นหลังของลู่เฉินที่กำลังเดินจากไป ก่อนที่ไป๋อู่จินจะปรากฏตัวขึ้นข้างเจ้าสำนักสาว และถามอย่างอยากรู้อยากเห็นว่า “ท่านเจ้าสำนัก เขาจะจัดการเหมืองวิญญาณเหล่านั้นได้จริงหรือ?”
“อืม”
“แต่เหมืองวิญญาณพวกนั้นมีคนคุ้มกันอยู่จำนวนมาก และถึงขนาดมีการวางค่ายกลปกคลุมไว้ทั่ว”
ปิงหลิวหลีมีท่าทีลังเลอยู่ครู่ ก่อนจะเอ่ยว่า “ในเมื่อเขาคิดว่าเขามีวิธี เช่นนั้นมันก็ต้องมีวิธีสิ!”
ทว่าไป๋อู่จินกลับคิดว่ามันคงไม่ง่ายเช่นนั้น
หลังเวลาผ่านไป ปิงหลิวหลีที่สงบลงแล้วก็พูดขึ้นว่า “ขึ้นไปบนภูเขากันเถอะ”
…
หนานเหยาที่ลงจากเขามาแล้วกล่าวอย่างมีความสุข “ท่านอาจารย์ พวกเราจะไปที่ใดกันดี?”
“มีเหมืองวิญญาณอยู่ใกล้ ๆ และที่นั่นคงมีคนจากสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์อยู่ไม่น้อย”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หนานเหยาก็รู้ทันทีว่าต้องทำอันใด นางพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ท่านอาจารย์ สำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์คือที่ใด?”
“มันคือสถานที่ที่กำลังจะพินาศ!” คำพูดของลู่เฉินทำให้หนานเหยารู้สึกตื่นเต้น “ท่านอาจารย์ โปรดวางใจ ข้าจะช่วยท่านทำลายพวกมันเอง!!”
ลู่เฉินไม่ตอบคำใด เขาเดินจนกระทั่งเวลาผ่านไปครึ่งวันและมาถึงจุดหมายในที่สุด….
ที่นี่คือเหมืองหินวิญญาณแห่งแรกของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์!!
ในเหม