ระทั่งโคจรมาถึงบริเวณศีรษะ ปราณกลุ่มนี้จะแยกตัวออก ก่อนจะเข้าไปพัวพันกับจิตวิญญาณของท่านปู่ลู่ ทำให้เจ้าของร่างไร้เรี่ยวแรง และไม่อาจควบคุมร่างกายได้
แต่เห็นได้ชัดว่าท่านปู่ลู่นั้นไม่ยินยอม! ทำให้จิตของเขาวุ่นวาย และริมฝีปากก็คอยเรียกชื่อของลู่เฉินออกมาตลอด
บางครั้งเจตจำนงที่หนักแน่นก็ทะลุผ่านชั้นปราณที่พัวพันนี้ออกมา ทำให้บางครั้งท่านปู่ลู่กล่าวน้ำเสียงอันอ่อนแรงออกมาได้ ซึ่งเสียงที่ทุกคนจะได้ยินก็คือคำว่า ‘ลู่เฉิน’
“นายน้อย ท่านประมุขลู่นั้นวัน ๆ เอาแต่ร้องเรียกหาชื่อของท่าน” อวิ๋นซานพูดอย่างปวดใจ
ฉินหลินก็มีสีหน้าไม่สู้ดีนัก “ข้าคิดว่าวิชาแพทย์ของข้านั้นสูงมากแล้ว แต่เมื่อช่วงไม่กี่เดือนนี้ ข้ากลับยังไม่สามารถทำให้ท่านฟื้นขึ้นมาได้”
ลู่เฉินเก็บมือกลับมา เขามองไปยังทุกคนก่อนจะกล่าวว่า “ตอนที่ท่านล้มลงครานั้น มีใครอยู่ข้างท่านปู่ของข้าหรือไม่?”
“เป็นข้า!” อวิ๋นซานตอบ
ลู่เฉินมองไปยังอวิ๋นซาน “เช่นนั้นก่อนที่ท่านจะล้มลง มีใครมามาบ้างหรือไม่ หรือไม่ก็เกิดเรื่องแปลก ๆ ขึ้นบ้างหรือไม่”
ทุกคนไม่รู้ว่าเหตุใดลู่เฉินจึงถามเช่นนี้ ทว่าอวิ๋นซานกลับครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า “ตอนนั้น มีศิษย์จากสำนักเก้าสุขสงบคนหนึ่งนำขนมที่ซื้อมากจากเชิงเขาด้านล่างมามอบให้ บอกว่าท่านให้นำมอบให้ท่านปู่”
“ขนมเหล่านั้น กินไปหมดแล้ว?” ลู่เฉินขมวดคิ้วมุ่น
อวิ๋นซานจึงพูดด้วยความตื่นตระหนก “ท่านปู่บอกว่าท่านซ