้วหรือ?”
แต่ลู่เฉินกลับจ้องไปที่โต๊ะขนาดใหญ่ตรงหน้าหนานเหยาแล้วพูดว่า “ข้าว่าเจ้าก็ไม่คิดจะไปเหมือนกันสินะ”
หนานเหยาส่ายหัว “ข้าไม่ได้ใช้ชีวิตเช่นนี้มานานแล้ว ดังนั้นข้าจึงอยากลองกินอาหารโอชะเหล่านี้เสียหน่อย!”
หลังจากพูดจบ หนานเหยาก็ก้มกินของหวานของโรงเตี๊ยมอย่างตะกละตะกลาม
จนกระทั่งเจี่ยลัวปรากฏตัวขึ้น
“ผู้อาวุโส”
มีเพียงลู่เฉินเท่านั้นที่รู้ภาษาซากศพของเจี่ยลัว ส่วนหนานเหยาและหลี่ว์ซือฟังไม่เข้าใจ ดังนั้นพวกเขาจึงดูงุนงง
”สำหรับข้า ข้าต้องการออกจากแดนวิญญาณและกลับไปทำธุระที่สำนักเก้าสุขสงบ ส่วนเจ้าล่ะ? เจ้าวางแผนที่จะอยู่ที่นี่หรือไปที่สำนักเก้าสุขสงบกับข้า” ลู่เฉินมองไปที่เจี่ยลัว
เจี่ยลัวพูดทันทีว่า “ข้าจะไปสำนักเก้าสุขสงบ และหลังจากนั้นข้าจะหาโอกาสตรวจสอบผู้อาวุโสฟางเสียหน่อย!”
ลู่เฉินพยักหน้า “ย่อมได้ เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ”
ว่าแล้วพวกเขาก็ลุกขึ้นเตรียมพร้อมที่จะจากไป ทำให้หนานเหยาที่กำลังกินอย่างเอร็ดอร่อยรีบพูดทันทีว่า “เอี๋ยวอ่อน แค่ก ๆ เดี๋ยวก่อน… รอข้าด้วย!”
ทว่าลู่เฉินไม่สนใจ ขณะที่เจี่ยลัวก็เต็มไปด้วยความสงสัยหลังจากเห็นหนานเหยาเปลี่ยนจากผีสาวเป็นคนที่มีชีวิต “ผู้อาวุโส นาง?”
”นางแปลงร่างเป็นมนุษย์แล้ว” หลังจากที่ลู่เฉินอธิบาย เจี่ยลัวก็เข้าใจ
แต่ผู้คลั่งไคล้เต๋าที่ติดตามมาไกล ๆ ยังไม่เข้าใจ เขาพึมพำกับตัวเองว่า “ข้าติดตามมามากกว่าหนึ่งวันแล้ว เหตุใดข้าจึงไม่รู้สึกถึงกลิ