ันทีเมื่อนึกถึงภาพนั้น
ลู่เฉินจึงกล่าวปลอบ “ไม่ต้องกังวลไป ข้าแค่อยากจะดูเสียหน่อย …ว่าที่นี่มีอันใดพิเศษสะดุดตาหรือไม่!”
แม้ชิวเอ้อจะรู้สึกหวาดกลัว แต่ลู่เฉินได้ก้าวไปข้างหน้าแล้ว ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงก้าวติดตามไป
หลังจากนั้นไม่นาน ทั้งสองก็วิ่งขึ้นไปบนยอดเขา ซึ่ง ณ ที่แห่งนั้นมันก็มีโพรงหนึ่งที่ดูสะดุดตา
เห็นเพียงลมสีดำพัดออกมาจากโพรง
และเมื่อยืนอยู่ที่นั่นนานเข้า จู่ ๆ ชิวเอ้อก็รู้สึกอึดอัดและไร้เรี่ยวแรง “ข้า ข้าทนไม่ไหวแล้ว!”
”ดูเหมือนว่าไอภูตผีจะเข้มข้นเกินไป ทำให้คนเหล่านั้นทนไม่ไหว ผลคือพวกเขาอึดอัดจนหมดสติ และในที่สุดก็กลายเป็นศพผุกร่อนนั่น”
”สลบแล้วกลายเป็นศพผุกร่อน?” ชิวเอ้อรู้สึกงงงวย
ลู่เฉินจึงพูดด้วยรอยยิ้ม “ความจริงแล้วตอนที่เราขึ้นไปบนภูเขาเมื่อครู่ รอบด้านล้วนเป็นค่ายกล และข้าได้หลีกเลี่ยง รวมถึงทำลายค่ายกลมาตลอดทาง ทั้งนี้ก็เพื่อไม่ให้พลังของค่ายกลสัมผัสเรา มิฉะนั้นพวกเราคงจะสลบและกลายเป็นศพผุกร่อนที่ตีนเขาไปแล้ว”
”นี่!” ชิวเอ้อกลัวมากจนไม่รู้จะพูดอะไร
”เจ้าจงถอยหลังไปสองสามก้าว อยู่ห่าง ๆ หน่อย และอย่าวิ่งไปมั่วซั่ว” ลู่เฉินบอกเขา ส่วนชิวเอ้อที่ได้ยินก็พลันตื่นตระหนก “แล้วท่านล่ะ?”
”ข้าต้องการใช้ไอภูตผีที่โพรงนี้เพื่อทำอันใดเสียหน่อย” หลังจากพูดจบ ลู่เฉินก็เดินเข้าไป
ส่วนชิวเอ้อถอยหลังไปสองสามก้าวด้วยความตกใจ
ขณะนี้ ชายหนุ่มได้มายืนอยู่ข้างโพรงแล้ว และเมื่อสังเ