ผู้ชายคนนั้นบอกว่าตนเองไม่ได้ฆ่าคน และพวกเขาก็มีข้อแก้ต่างที่พิสูจน์ได้
เบาะแสเดียวที่มีอยู่จึงถูกตัดออกทันที
สมาชิกตระกูลหานสองคนเดินไปรอบ ๆ ห้อง แต่ก็ไม่พบเบาะแสใหม่
หนึ่งในนั้นเพ่งมองศพผู้หญิง รู้สึกเหมือนดวงตาของเธอขยับอยู่ตลอด
เขากลืนน้ำลงคออย่างยากลำบาก “หรือว่าจะเป็นอย่างที่เถ้าแก่ผู่พูด ว่าศพนี้เป็นศพผี?”
เพราะว่าเป็นศพผี ดังนั้นถึงสามารถโผล่มาและอาจหายไปอย่างไร้ร่องรอยได้ ทำให้ค้นหาไม่เจอว่าใครเป็นคนฆ่า…
บรรยากาศในที่เกิดเหตุพลันอึมครึมขึ้น ทุกคนไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง ๆ และรู้สึกกดดันอย่างยิ่ง
[อ๊า ตกลงใครคือฆาตกรกันแน่! มีคนกำลังพูดโกหกอยู่ใช่ไหม? หรือจะเป็นศพผีจริง ๆ?]
[ไป๋ลู่พูดอะไรหน่อยสิ! คุณรีบบอกความจริงพวกเรามา!]
เฝ่ยไป๋ลู่ลดเปลือกตาลง ขนตาหนาได้บดบังความรู้สึกในดวงตาเอาไว้
“ปู่เฉิง คุณเก็บเงินอยู่ที่แผนกต้อนรับ จำอะไรเกี่ยวกับผู้หญิงคนนี้ไม่ได้จริง ๆ เหรอ?” เหมียวจื่ออั๋งเข้าไปอยู่ข้างตัวชายชราเงียบ ๆ
ปู่เฉิงยกเปลือกตาที่หย่อนคล้อยขึ้น “ไม่”
“หญิงสาวคนนี้อายุยังน้อยนัก วัยดอกไม้ตูมยังไม่ผลิบานเลย ช่างน่าเสียดาย” เหมียวจื่ออั๋งรู้สึกหนักใจมาก
“ดอกไม้ตูม…” เฝ่ยไป๋ลู่พูดคำนี้ จู่ ๆ เธอก็เงยหน้าขึ้น ขณะที่จิตใจเคลื่อนไหว
สายตาที่คมราวกับมีดกวาดมองทุกคน “ฉันรู้ความจริงแล้ว”
ในที่สุดสายตาของเธอก็จับจ้องอยู่ที่คนผู้หนึ่ง
และเมื่อตกเป็นเป้าของสายตาที่เปล่งประกายศักดิ์สิท