ละล้อมรอบภูตผีพวกนี้ไว้
ซึ่งผลของมันก็มากพอแล้วที่จะทำให้ภูตผีเหล่านั้นเจ็บปวดจนดิ้นรนไม่หยุด
ชิวเอ้อตกตะลึงทันที “แข็ง… แข็งแกร่งมาก”
หญิงสาวผู้นั้นก็ตกตะลึงทำตัวไม่ถูก ก่อนเป็นลู่เฉินที่ฉีกยิ้มพลางจ้องมองนาง “ยังจะลงมือต่อหรือไม่?”
“แท้จริงแล้วเจ้าเป็นใครกันแน่!” หญิงสาวผู้นั้นเริ่มรู้สึกว่าลู่เฉินไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไปเสียแล้ว
“ข้าคือใครไม่สำคัญ ที่สำคัญก็คือ หมู่บ้านของพวกเจ้าจับภูตผีไปทำอันใด? แล้วยังมีต้นไม้ผีนั่นอีก เหตุใดพวกเจ้าถึงต้องคอยเลี้ยงดูมัน? ทั้งยังเลี้ยงไว้ที่เขตหนึ่ง …ที่แท้มันเพราะอะไรกัน?”
“สำหรับคำถามพวกนี้…” น้ำเสียงนางชะงักค้างไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะกล่าวต่ออย่างเย็นชา “ข้าไม่มีทางบอกเจ้าหรอก!”
“แต่หากเจ้าไม่ตอบคำถามข้า ข้าก็คงทำได้เพียงแค่ลงเหวนี้ไปหาพวกเจ้าด้วยตนเอง” ลู่เฉินยิ้ม
“รอบ ๆ นี้มีค่ายกลภูตผีนับไม่ถ้วน เจ้าคิดว่าเจ้าจะสามารถลงไปได้อีกหรือ?”
“เพียงค่ายกลเล็ก ๆ พวกนี้ …ไม่มีอะไรให้ข้าต้องกลัวแม้แต่น้อย!!”
เมื่อฟังมาถึงตรงนี้ หญิงสาวก็พลันยิ้มออกมา ทั้งยังเยาะเย้ยว่า “เพียงแค่ค่ายกลเล็ก ๆ? เจ้านี่ช่างมีอารมณ์ขันเสียจริง!”
แต่ใครจะคาดคิดว่าลู่เฉินกลับมองไปยังชิวเอ้อที่กำลังหวาดกลัวอยู่แล้วกล่าวว่า “ตามข้ามา ไม่เช่นนั้นจะหลงทางเอาได้!”
“ท่าน ท่านคิดจะทำอะไร?” ชิวเอ้อไม่เข้าใจเท่าไหร่นัก แต่ขณะนั้นเอง ลู่เฉินกลับเดินตรงไปยังหน้าผา ราวกับว่ากำลังจะกระโดดลงไ