นานเหยาก็สำรวจตัวเอง นางหมุนตัวอยู่ที่เดิมอีกครั้ง และกระโดดโลดเต้นไปมา…
สิ่งนี้ทำให้หลี่ว์ซือสับสน เขาไม่เข้าใจการกระทำของภูตสาวตนนี้เลย
ส่วนลู่เฉินก็ได้แต่กุมขมับอย่างปวดหัว เขาพูดอย่างท้อใจว่า “อย่าลีลา รีบพูดมาได้แล้ว!”
“ข้ารู้สึกว่าพออยู่ที่นี่พลังจะไม่ถดถอย และโดยรอบมีไอภูตผีให้ซึมซับอย่างไร้สิ้นสุด” หนานเหยาผู้นี้กระโดดขึ้นลงด้วยความประหลาดใจระคนดีใจไม่หยุด
“ไอภูตผีอันไร้สิ้นสุด?” ลู่เฉินขมวดคิ้ว
”อืม!” หนานเหยาพูดอย่างมีความสุขราวกับปลาได้น้ำ
ชายหนุ่มคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยว่า “เช่นนั้นเจ้าก็จงกลับไปในสร้อยก่อนเถิด”
”ไม่!! ถึงอย่างไรที่นี่ก็มีสหายมากมาย! ไม่มีอันใดร้ายแรงสักหน่อย” หนานเหยามองไปภูตผีที่อยู่ใกล้ ๆ ด้วยรอยยิ้มสดใส
ทว่าลู่เฉินกลับขมวดคิ้ว “ถ้าเจ้าไม่กลับไป ข้าจะโยนสร้อยเส้นนี้ทิ้งและไม่สวมมันอีก”
“ท่าน! เหตุใดถึงใจแคบนัก!” หนานเหยารู้สึกหดหู่ใจ
แต่ลู่เฉินขี้เกียจเกินกว่าจะโต้เถียง เขาเพียงหยิบสร้อยคอออกมา ทำท่าจะโยนทิ้งตามคำขู่ นั่นจึงทำให้หนานเหยาจำต้องกลับเข้าไปอย่างเชื่อฟัง กระนั้นนางก็ได้ส่งเสียงบ่นต่าง ๆ นานาดังออกมาไม่หยุดหย่อน
ลู่เฉินที่รู้สึกว่านางเสียงดังเกินไปจึงปิดผนึกสมบัติวิญญาณด้วยอักขระผนึก ทำให้หนานเหยาไม่สามารถพูดคุยกับโลกภายนอกได้อีก
หนานเหยาที่รู้สึกหดหู่ใจอยู่ในสมบัติวิญญาณจึงได้แต่ก่นด่าออกมา “ท่านมันคนบัดซบสารเลว กักขังสาวน้อยอย่างข้าไม่ใ