งเอ่ยออกมาว่า “มีศิลาวิญญาณโลหิตขนาดใหญ่อยู่ด้านล่าง และป้ายสัญลักษณ์วิญญาณสวรรค์ทั้งสิบชิ้นก็ร่วงหล่นลงมาจากศิลาวิญญาณโลหิตขนาดใหญ่นั้น!”
“เช่นนั้นทั้งสิบชิ้นที่ข้าหลอมรวมกันก็เป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของศิลาวิญญาณโลหิตก้อนใหญ่ที่อยู่ด้านล่าง?”
”ถูกต้อง!” ทูตมารคิดว่าลู่เฉินจะหวาดกลัวแล้วจากไป
…ทว่าลู่เฉินกลับหัวเราะ “ขอบใจเจ้ามาก”
“ขอบใจ? อันใดนะ? เจ้าคงไม่ได้ตั้งใจจะขุดมันออกมาหรอกนะ?”
”หากพวกเจ้าขุดได้ แล้วเหตุใดข้าจึงขุดไม่ได้?” ลู่เฉินหัวเราะอย่างเย็นชา ส่วนทูตมารก็ขู่ว่า “ข้าบอกเจ้าแล้ว ศิลาวิญญาณโลหิตด้านล่างแข็งแกร่งกว่าศิลาวิญญาณที่ผ่านการหลอมรวมในมือของเจ้าหลายเท่านัก ดังนั้นไอมารที่แผ่ออกมาจึงทรงพลังมาก!”
”แล้วไง?”
“ไอมารที่ทรงพลัง! แม้แต่ผู้ฝึกวิถีมารตัวจริงก็ไม่กล้าเข้าใกล้ ดังนั้นนับประสาอะไรกับเจ้า!” ทูตมารคิดว่าสิ่งนี้จะทำให้ลู่เฉินล่าถอย ทว่า…
“แม้พวกเจ้าไม่กล้า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าข้าไม่กล้า!!!”
“เจ้ามันโกหก!”
แต่ลู่เฉินกลับมองไปที่หลี่ว์ซือ “เจ้าทุบพื้นที่บริเวณนี้ให้แหลกได้หรือไม่?”
”เรื่องนี้ ข้าอาจต้องใช้อันใดที่แหลมคม!”
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ลู่เฉินก็ชักกระบี่สยบเก้าทิศออกมา จากนั้นเสียบกระบี่ลงไปที่พื้น “แล้วเช่นนี้ล่ะ?”
“ข้าจะลองดู!” หลี่ว์ซือเดินมาอยู่ข้างกระบี่ และในครู่ต่อมาก็หายใจเข้าลึก เขาจับด้ามกระบี่ด้วยมือทั้งสองข้าง ก่อนจะแทงกระบี่ลงพื้นอย่าง