การใช้บารมีของผู้อื่นมาพูดว่า “เจ้าหนู ข้าจะบอกเจ้าให้ว่าตอนนี้มันสายไปแล้ว!”
“สายเกินไปแล้วหรือ?” ลู่เฉินมองไปที่เฮยเฟิง ส่วนเฮยเฟิงที่เห็นท่าทางน่าสงสัยของลู่เฉินก็พูดอย่างยินดีว่า “ถูกต้อง เจ้าล่วงเกินผู้นำของพวกเรา แม้ว่าเจ้าจะยอมรับผิดก็ไร้ประโยชน์!”
จะทำอย่างไรได้ เห็นทีคงต้องเฉลยให้พวกเขาฟังแล้วกระมัง? “ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อยอมรับผิด!”
คำพูดของลู่เฉินทำให้ทุกคนประหลาดใจ ส่วนตู๋ซานชิงถึงกับหัวเราะอย่างเย็นชาออกมา “หากเจ้าไม่ได้มายอมรับผิด? เช่นนั้นเจ้ามาทำอันใด?”
”ข้ามาเอาบางอย่างจากผู้นำของเจ้า!” คำพูดของลู่เฉินทำให้ผู้คนของโถงพิสุทธิ์ทั้งหมดพากันกระทืบเท้าด้วยความโกรธแค้น
“เจ้าหนู เจ้าไม่เห็นพวกเราอยู่ในสายตาเลยหรือ? ช่างโอหังเสียจริง!”
“เจ้าหนู เจ้าคิดว่าพวกเราเป็นอันใด?”
“เจ้าหนู เจ้ากล้ายั่วยุแม้แต่ท่านผู้นำของเราหรือ?”
เมื่อเห็นคนเหล่านี้ส่งเสียงโห่ร้อง ลู่เฉินก็มองไปที่โลงศพแล้วกล่าวว่า “ออกมาคุยกัน”
”เจ้าหนู เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร?” คนผู้นั้นพูดเสียงเย็นชา ส่วนลู่เฉินก็จ้องมองที่โลงศพหินเขม็งและพูดว่า “ข้ารู้ว่าพวกเจ้าทุกคนในโถงพิสุทธิ์ได้มอบหยดโลหิตแก่ป้ายสัญลักษณ์วิญญาณสวรรค์ และผู้นำทุกรุ่นก็ถูกบังคับให้ฝึกฝนในวิถีมาร ไม่เพียงเท่านั้น เพราะขอแค่หยดโลหิตลงบนแผ่นป้าย พวกเจ้าทุกคนก็จะถูกตำหนักวิญญาณสวรรค์ผูกมัดไว้!”
คนส่วนใหญ่ล้วนรู้จักป้ายสัญลักษณ์วิญญาณสวรรค์