… เจ้าคิดว่าลงมือเพียงเท่านี้จะชนะแน่หรือ? ”
”งั้นเจ้าก็เข้ามา!” ลู่เฉินจ้องมองเฮยเฟิงเขม็ง ส่วนเฮยเฟิงก็ไม่ได้โง่ เขาซ่อนตัวอยู่ในฝูงชนและสาปแช่งว่า “เจ้า… หากเจ้าคิดว่ามีความสามารถก็เข้ามา!”
ทว่าลู่เฉินขี้เกียจเกินกว่าจะสนใจ เขาเดินไปหาเจี่ยลัวทีละก้าว
ในยามนี้เอง ตู๋ซานชิงพลันแค่นเสียงหึอยู่กลางอากาศแล้วเอ่ยว่า “ไอ้หนู ยังมีข้า!”
หลังจากพูดจบ ตู๋ซานชิงก็ปล่อยเข็มบินจำนวนนับไม่ถ้วนในคราวเดียว
ด้วยทักษะเชิงกระบี่ของลู่เฉิน เขาย่อมสามารถกวาดล้างเข็มบินเหล่านี้ได้โดยง่าย ทว่าชายหนุ่มก็ไม่สามารถโจมตีตู๋ซานชิงที่อยู่สูงเกินไปได้เช่นกัน ดังนั้นตู๋ซานชิงจึงพูดอย่างมีชัยว่า “นี่คือความแตกต่างระหว่างขั้นสร้างรากฐานกับขั้นหลอมแก่นแท้ยังไงเล่า!”
คำพูดคล้ายจุดไฟให้กับเฮยเฟิง เขาพูดอย่างตื่นเต้นว่า “ใช่แล้ว เขาอยู่ในขั้นสร้างรากฐานเท่านั้น ดังนั้นย่อมไม่อาจใช้กระบี่บินได้!”
แต่ผู้ใดจะรู้ว่าลู่เฉินกลับเงยหน้าขึ้นมองตู๋ซานชิงและพูดว่า “บังเอิญว่าวันนี้ข้ามีคันธนูอยู่คันหนึ่งพอดี”
ตู๋ซานชิงไม่เข้าใจว่าธนูที่ลู่เฉินกำลังพูดถึงคืออันใด
แต่ในยามนั้นเอง ลู่เฉินก็ได้หยิบเงามารออกมา ทว่าเพราะมันถูกผนึกไว้ ชายหนุ่มจึงจำต้องปลดผนึกเสียก่อน
หากแต่การจะปลดผนึกมันนั้น เขาก็จำต้องทำให้จิตวิญญาณธนูที่อยู่ภายในเชื่อฟังให้ได้!
ด้วยเหตุนี้จิตสัมผัสของลู่เฉินจึงแทรกซึมเข้าไป
เผยให้เห็นว่าภายในคันธนูมีเงาร่างคนที