งหน้ากันด้วยความตกใจ และทำได้เพียงค่อย ๆ ถอยไปด้านข้าง แต่พวกเขาไม่อยากไปไกลนัก ดูคล้ายว่ากำลังรอโอกาส
เฮยเฟิงพอใจมากเมื่อเห็นดังนั้น ก่อนที่เขาจะเดินไปที่อยู่ตรงหน้าเจี่ยลัว เว้นระยะห่างไปสามก้าว และพูดด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมว่า “ส่งผลไม้มา แล้วบอกข้าว่าเด็กนั่นซ่อนตัวอยู่ที่ไหน ข้าจะปล่อยเจ้าไป!”
เจี่ยลัวส่งเสียงอื้ออ้า แต่เฮยเฟิงฟังไม่ออก โกรธจัดจนหนวดชี้ตั้ง “เจ้าคงไม่คิดว่าการทำเป็นพูดไม่รู้เรื่องเช่นนี้ จะทำให้ข้าไม่กล้าโจมตีเจ้าใช่หรือไม่?”
ในยามนั้นเอง พลังภายในเจี่ยลัวพลันระเบิดออก มันปั่นป่วนไปหมด ทำให้เขาไม่กล้าขยับซี้ซั้ว และได้แต่ร้องอื้ออ้าออกมา
“เจ้าลองทำเสียงประหลาด ๆ นั่นอีกครั้งดูซิ ข้าจะฆ่าเจ้าแน่ ไอ้บัดซบกวนประสาท!” เฮยเฟิงพุ่งออกไป
ทว่าเจี่ยลัวก็ยังคงร้องอื้ออ้า
เฮยเฟิงรู้สึกหงุดหงิดทันที เขาตะโกนบอกคนรอบข้างว่า “มัดมันให้ข้าที”
ครู่ต่อมา บางคนก็หยิบสมบัติวิญญาณที่เป็นเชือกออกมา ก่อนจะโยนมันออกไปให้พันรอบคอ แขน รวมทั้งลำตัวของเจี่ยลัว
จากนั้นเฮยเฟิงก็พูดอย่างภาคภูมิใจว่า “เอาสิ พูดต่อเลย!”
ใบหน้าของเจี่ยลัวพลันกลายเป็นเคร่งขรึม ทว่าปากก็ยังคงร้องอู้อ้าต่อไป
ครานี้เฮยเฟิงหยิบขวานขึ้นและชี้ไปที่อีกฝ่ายพลางเอ่ยว่า “เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะสับเจ้าในขวานเดียว?”
ทุกคนคิดว่าเจี่ยลัวจะตกใจกลัว แต่ผู้ใดจะรู้ว่าเจี่ยลัวยังคงอู้อ้าต่อไป
และนั่นทำให้คนจำนวนไม่น้อยชื่นชมความกล้