าหาญของเจี่ยลัวยิ่งนัก ส่วนเฮยเฟิงก็คล้ายถูกกระตุ้นโทสะ เขาจึงพลันง้างมือขึ้น เตรียมสับฟันลงไปยังเป้าหมาย!
ทว่าตู๋ซานชิงกลับปรากฏตัว ทั้งยังส่งยิ้มพลางเอ่ยว่า “อย่ารีบร้อนไปเลย”
เมื่อเฮยเฟิงเห็นคนแปลกหน้าอย่างตู๋ซานชิงและจางเชียน เจ้าตัวก็ถลึงตาใส่และพูดว่า “พวกเจ้าเป็นพวกเดียวกัน?”
”ไม่ เขาเองก็เป็นศัตรูของพวกเราเช่นกัน!” ตู๋ซานชิงอธิบายทันที เพราะกลัวว่าจะไปล่วงเกินโถงพิสุทธิ์เข้าให้
“ศัตรู? ถ้าเช่นนั้นเหตุใดจึงห้ามฆ่าเขา?” เฮยเฟิงงสงสัย
“ถ้าเจ้าฆ่าเขา จะล่อเจ้าหนูนั่นออกมาได้อย่างไร?” ตู๋ซานชิงถามกลับ ส่วนเฮยเฟิงที่ได้ยินคำอธิบายก็ถามต่อด้วยความสงสัย “อันใด? เจ้าก็มีความแค้นกับเจ้านั่นงั้นหรือ?”
”ใช่ เจ้าหนูนั่นหยิ่งพยองยิ่งนัก มันไม่แม้แต่จะเห็นผู้ใดในสายตา!” ตู๋ซานชิงตอบรับ
จากนั้นเฮยเฟิงถึงได้เก็บขวานของเขาและชี้ไปที่เจี่ยลัว “เจ้าหมอนี่น่าเบื่อนัก มันไม่แม้แต่จะตอบคำถามใด ๆ”
”เช่นนั้นข้ามีวิธี” หลังจากที่ตู๋ซานชิงพูดจบ เขาก็ปล่อยแมลงเหล่านั้นออกมา
เฮยเฟิงที่เห็นพลันถอยหลังไปสองสามก้าว ก่อนจะถามว่า “นี่คืออันใด?”
”แมลงเหล่านี้สามารถทำให้เขาพูดความจริงได้”
หลังจากพูดจบ แมลงพวกนั้นก็โผบินเข้าไปเกาะไหล่ของเจี่ยลัว จากนั้นก็แทรกเข้าไปในร่างกาย แต่ตู๋ซานชิงกลับต้องขมวดคิ้วทันที “เขาไม่ใช่มนุษย์!”
“ไม่ใช่มนุษย์หรือ?” เฮยเฟิงไม่เข้าใจ จางเชียนเองก็งงงวยเช่นกัน “นี่มันเรื่องอันใด?”
“