กไม่ทำเช่นนี้นางก็คงเติบโตได้ช้า โดยเฉพาะลักษณะร่างกายที่เป็นเอกลักษณ์ของนาง ซึ่งจำเป็นต้องใช้ไอวิญญาณพฤกษาที่มีความหนาแน่นมากในการฝึกฝนจึงจะสามารถสำเร็จได้
แต่หลันเย่าไม่เข้าใจ ยังคงคิดว่าลู่เฉินเป็นชายเลือดเย็นคนหนึ่ง!
ดังนั้นหลันเย่าจึงคอยถามเซ้าซี้อยู่ข้างกายตลอดเวลา
จนกระทั่งเดินทางมาได้พักหนึ่ง จู่ ๆ ลู่เฉินก็หยุดเดินและจ้องมองไปยังหลันเย่า
การกระทำนี้ทำให้หลันเย่ารู้สึกชาไปทั้งตัว พลางเอ่ยอย่างตะกุกตะกะว่า “ท่าน ท่านจะทำอะไร?”
“พิจารณาดูหรือยัง?”
“พิจารณา?”
“เอารากวิญญาณออกมา ขจัดเลือดประหลาดพวกนั้น แล้วหลอมรวมกลับไป!” ลู่เฉินอธิบายสั้น ๆ แต่เมื่อหลันเย่าได้ฟัง เขาก็ถามด้วยความตื่นเต้นว่า “เมื่อเอาออกมาแล้ว สามารถนำกลับไปหลอมรวมกันได้อีกครั้งหรือ?”
“หากเชื่อข้าก็จงฟังข้า ทว่าหากไม่เชื่อข้า เช่นนั้น… ตอนนี้ข้าก็จะไปแล้ว เพราะข้าเองก็มีธุระมากมายเช่นกัน” การที่ลู่เฉินพูดเช่นนี้ทำให้หลันเย่าร้อนใจยิ่ง “ให้ข้าไตร่ตรองดูได้กี่วัน?”
“ตอนนี้ ข้าให้เวลาครึ่งก้านธูป หากครบกำหนดแล้วยังตัดสินใจไม่ได้ เช่นนั้นข้าก็จะไป” ลู่เฉินไม่คิดเสียเวลากับเรื่องนี้นานเกินไป เขาจึงพูดไปเช่นนั้น
ทางด้านหลันเย่า เมื่อเขาได้ฟัง สีหน้าก็พลันเปลี่ยนไปทันที “ต้องรีบร้อนขนาดนั้นเชียวหรือ?”
“เอาล่ะ ข้าจะพักผ่อนเสียหน่อย เจ้าก็ค่อย ๆ พิจารณาไปแล้วกัน” ลู่เฉินไม่สนใจกับอาการว้าวุ่นใจของอีกฝ่าย เขาเดินหาต้นไม้