ู๋ซานชิงที่เฝ้าดูเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ไกล ๆ นั้นดีใจยิ่งนักกับภาพตรงหน้า “คนชั่วช้าย่อมเผชิญกับเรื่องชั่วช้า นับว่าสวรรค์มีตาจริง ๆ!”
จางเชียนถามขึ้นมาอย่างแปลกใจ “คนของโถงพิสุทธิ์พวกนี้เก่งกาจมากนักหรือ?”
“ไร้สาระ คนพวกนี้คือผู้ปกครองของพื้นที่อยู่อาศัยจุดแรก เจ้าคิดเช่นไรล่ะ?” ตู๋ซานชิงยิ้มเยาะ
จางเชียนที่ได้ยินรู้สึกราวกับมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง เขาจึงเพียงเฝ้าดูอย่างเงียบ ๆ
ทางด้านของโจวกัง เขาได้หยิบถุงสุญญะญาณขึ้นมาอย่างว่าง่าย คิดจะหยิบศิลาวิญญาณบางส่วนออกมา แต่ลู่เฉินกลับหันไปพูดกับเขาว่า “ไม่ให้!”
“ไม่ให้?” โจวกังตกตะลึง
แต่คนจากโถงสุทธิ์กลับตกตะลึงยิ่งกว่า
ชายร่างใหญ่ที่ถือขวานเบิกตากว้าง “เจ้าหนู หลายปีมานี้ เจ้าเป็นคนแรกที่กล้าพูดว่าไม่ให้!”
คำขู่นี้ทำให้โจวกังหวาดกลัวขึ้นมา
ขณะนั้นเอง ผู้คนในเมืองที่ผ่านไปผ่านมา เมื่อเห็นเหตุการณ์ด้านนอก พวกเขาต่างก็พากันมองออกมา
“เห็นหรือยัง! มีผู้มาใหม่ทำการต่อรองกับโถงพิสุทธิ์!”
“คนหนุ่มสาวพวกนี้ ไม่รู้จักประมาณตนเลย!”
“ใช่ พวกเขาไม่แม้แต่จะเกรงกลัวอำนาจของโถงพิสุทธิ์เลยสักนิด!”
ในขณะที่ผู้คนต่างก็หัวเราะเยาะกันนั้น ลู่เฉินกลับหันไปยิ้มให้ชายร่างโต “ข้าผู้นี้ ไม่เคยปล่อยให้ผู้ใดเอาเปรียบมาก่อน!”
“เจ้าลองพูดอีกครั้งซิ!” ชายหนุ่มร่างโตยกขวานเล่มหนาวางพาดไว้บนคอลู่เฉินทันที
ฮวาหลิงมู่ที่เห็นดังนั้นจึงตกใจจนคิดจะลงมือ เจี่ยลัวเองก็เช่นก