ัน แต่ลู่เฉินกลับหันไปพูดกับทั้งสองว่า “ไม่ต้องรีบร้อน ข้าจัดการเอง!”
ส่วนโจวกัง เขาเอ่ยเตือนออกมาทั้งที่ยังหวาดกลัว “เจ้า… เจ้าอย่าได้มั่นใจไปนักเลย!”
ลู่เฉินไม่ฟัง เขาหันไปพูดกับชายร่างโตว่า “เอาขวานของเจ้าออกไป!”
“เจ้าหนู เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร?”
“ข้าไม่สนใจ!”
ผู้คนในเมืองได้ยินคำพูดนั้นอย่างชัดเจน จึงได้มีบางคนเอ่ยเยาะเย้ยขึ้นมา “ไม่นานเขาต้องร้องไห้เป็นแน่!”
“ใช่!”
ชายร่างโตที่ถือขวานแสยะยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ข้าเฮยเฟิงแห่งโถงพิสุทธิ์! เรียกข้าว่าคุณชายเฮย!”
ทว่าลู่เฉินไม่สนใจว่าอีกฝ่ายชื่ออะไร แต่ชายหนุ่มกลับสนใจรากวิญญาณของคนผู้นี้ “เจ้ามีรากวิญญาณห้าดาว และเป็นธาตุลม!”
เมื่อผู้คนได้ยินเช่นนั้น จึงรู้ว่าแท้จริงแล้วเฮยเฟิงมีรากวิญญาณธาตุลมห้าดาว
เฮยเฟิงที่ได้ยินเช่นนั้นก็พลันถามด้วยความแปลกใจ “เจ้ารู้ได้เช่นไรว่าข้ามีรากวิญญาณประเภทใด?”
โจวกังที่อยู่อีกด้านหนึ่งก็รู้สึกสงสัยเช่นกัน ความจริงแล้วหากจะรู้ได้ว่าคนคนหนึ่งมีรากวิญญาณอะไรนั้น มีเพียงแค่ต้องรออีกฝ่ายแสดงพลังออกมาเท่านั้นจึงจะสามารถรู้ได้
แต่เฮยเฟิงยังไม่ทันได้ลงมือใด ๆ ทว่าลู่เฉินก็สามารถรู้ได้แล้ว!
ด้วยเหตุนี้ทำให้โจวกังอดมองไปยังลู่เฉินไม่ได้ อยากรู้ว่าชายหนุ่มจะอธิบายเช่นไร
ลู่เฉินเพียงยิ้มและเอ่ยว่า “เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้!!”
เฮยเฟิงมีนิสัยชอบข่มเหงรังแกผู้อื่นจนชิน อีกทั้งก็ไม่มีผู้ใดกล้าต่อกรกับเขา แต่ตอนนี้ลู่เฉ