งรีบขานรับ จากนั้นจึงมองไปยังลู่เฉินเพื่อให้ชายหนุ่มออกเดินทางไปพร้อมกับตน
ทว่าก่อนที่ลู่เฉินจะออกเดินทาง เขาก็ได้เอ่ยบางอย่างกับว่านจิน “ลูกชายของท่านสูญเสียความทรงจำไปชั่วขณะหนึ่ง และมันคงเป็นการดีกับเขาหากเจ้าไม่พูดถึงภูตผีหรือเรื่องที่เกิดขึ้น”
“ข้าเข้าใจแล้ว!” ว่านจินขานรับ
จากนั้นลู่เฉินก็ออกเดินทางตามหนิวเถิงไป
เมื่อพวกเขาจากไปแล้ว ว่านจินที่บัดนี้สุขใจยิ่งนักก็หมุนตัวเดินกลับเข้าไปในห้องเพื่อพูดคุยรำลึกถึงวันเก่า ๆ กับว่านเหยียน
…
ที่หน้าจวนเจ้าเมือง ทุกคนต่างก็รอกันมาประมาณครึ่งชั่วยามได้ บัดนี้พวกเขาจึงรู้สึกร้อนใจ แต่จางเชียนกลับรู้สึกยินดีอย่างออกนอกหน้าทีเดียว “สาวน้อย เห็นหรือยัง นี่ก็ผ่านมาครึ่งชั่วยามแล้ว”
ฮวาหลิงมู่รู้สึกกังวลจนไม่รู้จะเอ่ยเช่นไร ส่วนเหล่าสตรีต่างก็มีสีหน้าไม่ค่อยดีนัก และเจี่ยลัวเองก็รู้สึกกังวลใจเช่นกัน
คนอื่น ๆ ที่มารอดูความสนุกต่างก็เดินจากไปแล้ว เพราะพวกเขาคิดว่าเวลาผ่านไปนานเช่นนี้แต่ลู่เฉินยังไม่ออกมา อีกฝ่ายคงต้องกลายเป็นบ้าไปแล้ว และคงโดนเจ้าเมืองคุมขังไปแล้วเป็นแน่
ทว่าก็ยังมีบางคนที่อยากจะรอและกำลังพูดคุยกันอยู่
“นี่เป็นคนที่เท่าไหร่แล้ว?”
“ประมาณหนึ่งร้อยกว่าแล้วล่ะ”
“คิดว่าน่าจะเป็นคนที่อ่อนแอที่สุด”
“ก็นั่นแหละ แค่ขั้นกลั่นลมปราณเท่านั้น!”
ขณะที่ทุกคนกำลังคิดว่าลู่เฉินจะไม่สามารถออกมาได้ ทันใดนั้นประตูใหญ่ก็เปิดออก จากนั้นทุกคนต่างก็ม