และสิ่งนี้แท้จริงแล้วมันก็คือเขตแนวกั้นจิตสำนึก หรือที่เรียกว่าชั้นป้องกันของจิตสำนึก
เมื่อลู่เฉินมาอยู่นอกเขตแนวกั้น วิญญาณของลู่เฉินก็วางมือลงบนเขตแนวก่อนจะเดินเข้าไป
พริบตาที่ผ่านเขตแนวกั้นของว่านเหยียนไปแล้วนั้น ว่านเหยียนและภูตสาวที่อยู่ในจิตสำนึกก็พากันมองมาที่ลู่เฉินด้วยความประหลาดใจ
โดยเฉพาะว่านเหยียนที่พูดอย่างร้อนใจว่า “เจ้าเป็นใคร เหตุใดจึงเข้ามาที่ห้องของข้า!”
ว่านเหยียนในยามนี้ไม่สามารถแยกความแตกต่างระหว่างโลกแห่งความจริงและโลกมายาได้ และยังคิดว่าตนเองอยู่ใน ‘ความเป็นจริง’ ดังนั้นเมื่อเขาเห็นลู่เฉินเข้ามาจึงคิดว่ามีคนนอกบุกเข้ามาในห้องของตน
”เจ้าพักผ่อนก่อนเถิด” ลู่เฉินโบกมือ ส่งเมฆหมอกแห่งความมืดโจมตีไปที่วิญญาณของว่านเหยียน ทำให้อีกฝ่ายกลับคืนสู่ร่างตัวเองและหลับสนิทไป
เมื่อหันไปมองอีกคนที่หลงเหลือ ชายหนุ่มก็ได้เห็นภูตสาวที่อายุราวยี่สิบปี นางนับได้ว่าเป็นหญิงที่มีใบหน้าสวยสดงดงามปานล่มเมืองผู้หนึ่งเลยทีเดียว!
“เจ้าเป็นใคร” ภูตสาวมองไปที่ลู่เฉิน
ชายหนุ่มสบตากับภูตสาว ก่อนจะยิ้มแล้วกล่าวว่า “ข้าคือปรมาจารย์ปราบภูตผีที่ท่านเจ้าเมืองเชิญมา!”
“ปรมาจารย์ปราบภูตผี? แค่เจ้า?” ภูตสาวยิ้มอย่างอ่อนโยน
และแม้มันจะเป็นเพียงรอยยิ้มสบาย ๆ แต่มันก็มากพอแล้วที่จะทำให้จิตวิญญาณของลู่เฉินสั่นสะท้าน!
”บอกมาเถิด เหตุใดเจ้าจึงต้องคอยรังควานเขา?” ลู่เฉินรู้ว่าการที่ภูตผีตามรังควานคนคนหนึ่