็มไปด้วยคำว่า ‘ทำไม’ จนนับไม่ถ้วน
ทว่าลู่เฉินก็ทำเพียงยิ้มแล้วกล่าวว่า “ข้าอยากให้พวกมันเป็นหนึ่งเดียว มันก็เป็นเป็นหนึ่งเดียว มีปัญหาอันใด?”
“เจ้า เจ้ามันไม่ใช่คน!” โจวกังก่นด่าแล้วค่อย ๆ ถอยออกมา
ลวี่ซ่างเพียวที่บาดเจ็บเดินออกมาจากอีกด้านหนึ่ง จากนั้นจึงกล่าวด้วยความโมโห “ปรมาจารย์โจว ท่าน… ท่านทำอันใดลงไป!”
ไม่เพียงแต่ลวี่ซ่างเพียวเท่านั้น แม้แต่ผู้อาวุโสท่านอื่นที่อาการดีขึ้นก็ค่อย ๆ ลุกออกมาและพากันโอดครวญ
โจวกังเอ่ยตะกุกตะกัก “ข้า ข้าจะกลับไปหาวิธีแก้!”
ครั้นเอ่ยจบ โจวกังที่หวาดกลัวพลันหยิบยันต์ธรณีออกมาก่อนจะรีบหนีออกไป
เหล่าผู้อาวุโสต่างก็พากันก่นด่าการกระทำนี้ และขณะนั้นเอง ลู่เฉินก็ได้เดินออกมาจากค่ายกล เขามองเหล่าผู้อาวุโสที่ได้รับบาดเจ็บพลางยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ทุกท่าน รู้สึกเช่นไรบ้าง?”
เมื่อเห็นลู่เฉินเดินออกมา เหล่าผู้อาวุโสต่างก็พุ่งตัวออกไปราวกับสัตว์ป่าที่บ้าคลั่ง จากนั้นก็พากันใช้ออกด้วยเคล็ดวิชาต่าง ๆ
อย่างไรก็ตาม ลู่เฉินกลับป้องกันการโจมตีของพวกเขาด้วยการใช้ ‘เคล็ดกำแพงพันชั้น’
ภาพของม่านพลังสีน้ำตาลตรงหน้าทำให้พวกเขาพากันตกตะลึง
“ไม่ เป็นไปไม่ได้!”
ผู้อาวุโสจื่อเช็ดเลือดบริเวณริมฝีปาก “เจ้า… เจ้าอยู่เพียงขั้นกลั่นลมปราณ เหตุใดจึงใช้เคล็ดป้องกันที่แข็งแกร่งเช่นนี้!”
ลู่เฉินยิ้ม “ไม่ใช่ข้าที่แข็งแกร่ง แต่เพราะเมื่อครู่พวกเจ้าได้รับผลจากค่ายกลตีกลับ ทำให้บาดเจ็บและอ่