โจวกังเดินไปดูบริเวณดังกล่าว หลังจากดูแล้วเขาก็ยิ้มอย่างมั่นใจ “ไม่มีปัญหา!”
ทุกคนพลันดีใจ แต่ลู่เฉินกลับหัวเราะอยู่ข้างในและกล่าวว่า “ข้าแนะนำเจ้าว่าอย่าบุกรุกเข้ามาจะดีกว่า มิฉะนั้นคงจะทำลายชื่อเสียงของเจ้าเอาได้ง่าย ๆ”
โจวกังขมวดคิ้วสงสัยทันทีที่ได้ยินเสียงอีกฝ่าย ราวกับว่าเขาเคยได้ยินจากที่ไหนมาก่อน แต่เขาก็ฟื้นคืนสติกลับมาได้อย่างรวดเร็ว “ค่ายกลง่าย ๆ เช่นนี้ ยังคิดจะให้ข้าก้มหัวให้อีกหรือ?”
“ลองดูสิ เพียงเท่านี้เจ้าก็จะได้รู้แล้วมิใช่หรือ?” ลู่เฉินยังหัวเราะอยู่ตรงนั้น
โจวกังจึงทำได้เพียงเดินเข้าไปอย่างองอาจ
ทว่าครู่ต่อมาโจวกังกลับติดอยู่ในค่ายกล ซึ่งในขณะที่เขากำลังจะทำลายมัน นั่นกลับเป็นการกระตุ้นให้ค่ายกลสังหารทำงาน จนเกิดกระบี่บินจำนวนนับไม่ถ้วนรายล้อมรอบตัว!
“ค่ายกลคู่?” โจวกังถึงกับตะลึง จากนั้นจึงหยิบธงออกมาโบกสะบัด สร้างเป็นม่านกั้นสีดำต้านทานกระบี่บินเหล่านั้นเอาไว้
ทว่าครู่ต่อมา รอบด้านก็พลันมีเงาลวงตาจำนวนนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้น!
สิ่งนี้ทำให้ดวงตาของโจวกังเบิกกว้าง “ค่ายกลสามชั้น!”
“ยังมีอีก ไม่ต้องรีบร้อน!”
ครู่ต่อมาก็มีค่ายกลที่สี่ ค่ายกลที่ห้า…
หลังจากมีค่ายกลที่เก้า โจวกังก็ตกใจจนรีบถอยออกไป บริเวณหน้าผากของเขามีเหงื่อผุดพรายจนทั่ว ก่อนพึมพำในใจว่า ‘… ค่ายกลเก้าชั้น!’
“ปรมาจารย์โจว เป็นอย่างไรบ้าง?” ลวี่ซ่างเพียวถามด้วยความเป็นห่วง
โจวกังกระแอมเบา ๆ แล้วเอ่ยว่า “ค่