ี่ทั้งสิบเล่ม ฉินสือกลับเอ่ยอย่างไม่รู้สึกหวั่นเกรงว่า “ข้าอยู่ในขั้นหลอมแก่นแท้ระดับต้น เจ้าคิดว่าลำพังแค่ปราณกระบี่ของเจ้าจะทำอะไรข้าได้หรือ?”
ทันทีที่เขาเอ่ยจบ รอบกายของฉินสือก็ปรากฏแสงสีน้ำตาลออกมา ก่อนจะรวมตัวเป็นม่านปราณสีน้ำตาลแดง
ศิษย์สำนักพฤกษาสวรรค์เห็นภาพดังกล่าวก็รู้สึกคะนองใจขึ้นมา
ในขณะที่ฮวาหลิงมู่ที่อยู่ด้านหลังลู่เฉินเมื่อเห็นเช่นนั้นก็รู้สึกกังวล “เขาอยู่ขั้นหลอมแก่แท้ ยากที่จะรับมือแน่!”
“ขั้นหลอมแก่นแท้ แล้วอย่างไรเล่า?” ลู่เฉินไม่กังวลแม้แต่น้อย เขายังคงพุ่งกระบี่ออกไป ปราณกระบี่ที่ถูกบีบอัดเหลือเพียงสิบเล่มปะทะกับม่านปราณสีเพลิงอย่างจัง!
ม่านปราณสีเพลิงที่ปกคลุมอยู่มีรอยร้าวเพียงเล็กน้อย ทว่าไม่นานก็ฟื้นฟูกลับมาดังเดิมราวกับว่าไม่เคยเกิดอันใดขึ้นมาก่อน
ฉินสือรู้สึกพอใจ “เห็นหรือยังว่าขั้นหลอมแก่นแท้กับขั้นกลั่นลมปราณมันต่างกันเพียงใด!”
ผู้คนในสำนักพฤกษาสวรรค์จึงถือโอกาสนี้หัวเราะขึ้นมา
แม้แต่เถียนอวิ๋นเมิ่งยังเผยรอยยิ้มเย็นชาแล้วเอ่ยว่า “ลู่เฉิน เห็นหรือยัง นี่คือเหตุผลที่ข้าเลือกเขา และไม่ตัดสินใจเลือกท่าน!”
“เจ้าจะเลือกใครก็ไม่เกี่ยวกับข้า”
“ถ้าเช่นนั้นท่านมาเพื่อทำให้ตัวเองอับอายทำไม?” เถียนอวิ๋นเมิ่งเอ่ยพลางหัวเราะ
ทว่าลู่เฉินกลับมองไปยังฮวาหลิงมู่และถามว่า “เจ้าคิดว่าคนพวกนี้ควรจะโดนปลิดชีวิตด้วยวิธีใด”
“ปลิดชีวิต?” ฮวาหลิงมู่คิดว่าลู่เฉินเพียงแค่ล้อเล่นเ