้างขึ้น?”
“ใช่ แล้วไง?”
“ค่ายกล เจ้าก็สร้างมันขึ้นด้วยงั้นหรือ?”
“ใช่!” เถ้าแก่อู๋ตอบรับ ทว่าเมื่อได้ยินเช่นนั้น ลู่เฉินกลับเผยรอยยิ้มหยันออกมา “เจ้าคิดว่าผู้อื่นโง่งมนักหรือ?”
“เจ้าหนู หากไม่อยากตาย ก็จงไสหัวออกไปจากที่นี่เสีย อย่าให้ข้าต้องมาพูดเปลืองน้ำลายอีก!” เถ้าแก่อู๋เริ่มหมดความอดทน
ลู่เฉินชี้ไปหาเจี่ยลัว “เขา… จะไปกับข้าด้วย!”
เมื่อเถ้าแก่อู๋ได้ยินดังนั้น เจ้าตัวก็พลันหัวเราะลั่น “ฮ่าฮ่าฮ่า เจ้าเนี่ยนะ… จะปกป้องเขา?”
กลุ่มคนที่ติดตามด้านหลังเถ้าแก่อู๋ซึ่งอยู่ในขั้นสร้างรากฐานก็ยิ้มกว้างคล้ายขบขันในสิ่งที่ลู่เฉินกล่าวเช่นกัน
ลู่เฉินพยักหน้ารับ “ใช่!”
“ลำพังแค่ตัวเจ้า? เจ้าที่อยู่ในขั้นกลั่นลมปราณ?” เถ้าแก่อู๋กล่าวอย่างดูถูก
ลู่เฉินพลันมองไปทางโจวอวี๋แล้วยิ้ม “ข้าจะยกพวกเขาให้เป็นหน้าที่เจ้าแล้วกัน!”
สีหน้าของโจวอวี๋เปลี่ยนไปในฉับพลัน
ผู้เห็นเหตุการณ์กระซิบ “ชายคนนี้บ้าหรือเปล่า เขาคิดขอให้โจวอวี๋ช่วยงั้นหรือ?”
“เป็นไปไม่ได้ โจวอวี๋จะช่วยเขาไปทำไมกัน?”
“ไร้สาระ แม้แต่สามแดนศักดิ์สิทธิ์เขายังไม่ฟัง แล้วชายคนนี้เป็นใครหน้าไหนทำไมโจวอวี๋ถึงต้องฟัง?”
เถ้าแก่อู๋ถึงกับหยอกล้อลู่เฉินว่า “เจ้าหนู เจ้าคิดว่าตนเองเป็นใคร แล้วคุณชายโจวเป็นใคร …เขาเป็นคนรับใช้ของเจ้าหรือไร?”
“เขาจะช่วยข้าจริง ๆ” ลู่เฉินยิ้ม
เถ้าแก่อู๋ไม่เชื่อ เช่นเดียวกับคนอื่น ๆ ที่อยู่โดยรอบ ทว่าในจังหวะนั้นเอง โจวอวี