ู้ว่าสุสานนี้มีค่ายกล!”
“เจ้าคิดจะผิดคำพูดหรือ?”
“ข้า!” โจวอวี๋แทบจะอยากตบหัวตัวเอง ส่วนลู่เฉินก็เพียงฉีกยิ้มออกมา “ดูเหมือนว่าเจ้าจะไม่ยอมรับความพ่ายแพ้!”
คล้ายโจวอวี๋จะคิดบางอย่างขึ้นมาได้ในฉับพลันนั้น เขายิ้มกว้างพลางเอ่ยว่า “แม้ข้าจะเอาชนะเจ้าไม่ได้ แต่เจ้าก็เอาชนะข้าไม่ได้เช่นกัน!”
“ข้าเอาชนะเจ้าไม่ได้งั้นรึ?”
“ใช่แล้ว! ที่นี่มีค่ายกลปกคลุม ไม่ว่าผู้ใดก็ตามที่อยู่ภายในนี้ ก็ล้วนได้รับผลกระทบทั้งสิ้น!” โจวอวี๋เอ่ยอย่างมั่นใจ
แต่ผู้ใดจะรู้ว่า… บัดนี้ลู่เฉินกำลังยืนอยู่ด้านหลังโจวอวี๋ห่างออกไปเพียงสามก้าวเท่านั้น!
ชายหนุ่มหยิบศิลาวิญญาณออกมา ก่อนจะผุดยิ้มแล้วกล่าวกับโจวอวี๋ด้วยน้ำเสียงเย้าหยอก “หากข้าลอบโจมตีเจ้าจากด้านหลังในยามนี้ เจ้าย่อมได้รับบาดเจ็บแน่!”
“ไม่หรอก!” โจวอวี๋หันกลับมาทันที เขาขว้างหอกออกไป โดยมีเป้าหมายคือแขนของลู่เฉิน!
ทว่าลู่เฉินเพียงยิ้มเล็กน้อย และหายตัวไปต่อหน้าต่อตา
“น…นะ…นี่มันเรื่องอันใดกัน?” โจวอวี๋เบิกตากว้าง จากนั้นรีบพุ่งไปยังบริเวณที่ลู่เฉินยืนอยู่เมื่อครู่ ก่อนจะพบว่ารอบ ๆ นั้นไม่มีสิ่งใดนอกจากกลุ่มหมอกควันที่ปกคลุม
“เจ้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าข้าอยู่ไหน!” เสียงของลู่เฉินดังขึ้นอีกครั้ง
โจวอวี๋รู้สึกกระวนกระวาย “ข้าบอกแล้ว ตราบใดที่เจ้ายังเอาชนะข้าไม่ได้ มันก็ไม่ถือว่าชนะ!”
“เจ้าจะบีบให้ข้าลงมืองั้นหรือ?”
“มาเถอะ ข้าไม่มีทางแพ้เจ้าแน่!” โจวอวี๋เอ่ยพลางปลด